คิดอย่างไรกับบล็อกนี้

บทความยอดฮิต

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

ตำนาน "ช็อกโกแลต"

ชาวมายาซึ่งอาศัยอยู่ใน ทวีปอเมริกากลาง เมื่อราว 1,400 ปีก่อน เคยดื่มน้ำชนิดหนึ่งซึ่ง หอมกรุ่นและให้ รสชาติซาบซ่าน เรียกว่า “ช็อกโกแลทัล” ฟังคุ้นๆ ไหม? ใช่แล้ว ชนโบราณเผ่านี้ ดื่มน้ำช็อกโกแลต!

เราเป็นหนี้บุญคุณชาวมายา เพราะพวกเขาเป็น ผู้เสกต้นโกโก้ให้กลายเป็นช็อกโกแลต นับเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่งต่อปากของมนุษยชาติ ต้นโกโก้ปลูกกันทั่วทวีปอเมริกากลางเมื่อ สองพันปีก่อน เติบโตได้ดีในอากาศร้อนและในผลโกโก้ นี่แหละที่ซ่อนเมล็ดเล็กๆ สีม่วงไว้มาก มาย เมื่อนำเมล็ดอัศจรรย์เหล่านี้ไปตากแห้งและผ่านกระบวนการต่างๆ มันก็จะกลายสภาพเป็นช็อกโกแลตที่เราโปรด ปรานนั่นเอง 
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรป คนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในแถบยุโรปรู้จักช็อกโกแลตที่แสนอร่อยเลยจนกระทั่ง ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา

ลูกชายของโคลัมบัสซึ่งติดตามไปอเมริกาด้วย ได้พบเรือบดบรรทุกสินค้าลำใหญ่ของ ชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า“พวกชนพื้นเมือง อเมริกันถือว่าเมล็ดถั่ว (หมายถึงเมล็ดโกโก้) มีค่ามาก พอเมล็ดถั่วตก พวกเขาทุกคน จะหยุดแล้วเก็บมัน ขึ้นมาราวกับทำลูกตา ตกหล่นอย่างนั้นแหละ”

โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่ใช้แทนเงิน (ถ้ารู้คงไม่เขียนนินทา ชาวพื้นเมืองอย่างนั้นแน่) เมื่อกลับยุโรป ในบรรดาสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่โคลัมบัสนำมาถวายกษัตริย์และราชินีของสเปนนั้น มีเมล็ดดำๆ เล็กๆ คล้ายถั่วปะปนอยู่ ดูแล้วไม่รู้จะเก็บ มาให้หนักทำไม ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดโกโก้ เหล่านี้แหละจะกลายเป็นช็อกโกแลต ที่ทำให้มนุษย์ ทั่วโลกหลงใหลในเวลาต่อมา

กษัตริย์เฟอร์ดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ขึ้นมาก็อีก 20 ปีให้หลังโน่น เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสเท็ค

ในช่วงที่คอร์เทส รุกรานแดนเม็กซิโก เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ในการเตรียมเครื่องดื่มถวายกษัตริย์ นินทากันว่าจักรพรรดิ มอนเทซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทส และกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลตที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับมันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์

คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่ากษัตริย์ มอนเทซูมา ดื่มซอคาแลทัล“...ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลังและขับไล่ ความเหนื่อยอ่อน ดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงเดินได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกินอาหาร” แต่ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิทำเอา คอร์เทสแทบสำลักเพราะ มีรสขมมาก ทหารบางคนบอกว่า “น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา” 
ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญมนุษย์ จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อ กระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา (เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย) มีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย  
ตามตำนานเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกเพราะถูกสวรรค์ลงโทษที่นำช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จาก แดนสวรรค์มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เทพแห่งต้นโกโก้ 
ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสเท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปนคือ มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจคนทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงสร้างไร่ โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ จากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี
พระชาวสเปนได้เก็บการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ แต่ในที่สุดก็รั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วยุโรป ก็ติดอกติดใจน้ำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นอาหาร อร่อยที่เสริมสุขภาพ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศส น้ำช็อกโกแลตกระจายข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอังกฤษ และในปีค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแลตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การดื่มน้ำช็อกโกแลตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัย แสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิลิ้มรส เมื่อเรือกลไฟถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแลตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปมีโอกาส ลืมตาอ้าปากกินกะเขามั่ง การประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ในปี 1828 ยิ่งทำให้น้ำช็อกโกแลตราคาถูกลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นมาการดื่ม น้ำช็อกโกแลตก็แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้ และอย่างที่สองคือ แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปใน ช็อกโกแลต กลายเป็นช็อกโกแลตนมที่เราแทะกินกันอย่างเมามันมาจนทุกวันนี้

ในอเมริกา มีการผลิตช็อกโกแลตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหนๆในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแลตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใครๆ ต่างหลงใหลช็อกโกแลตเสียจน หากขาดตลาด ชาวประชาคงหมดกำลังใจที่จะอยู่ดูโลกต่อไปแน่

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐฯตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของช็อกโกแลต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ ไปให้กองทัพทหาร เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับช็อกโกแลตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ยังนำช็อกโกแลตออกไปกินนอกโลกด้วย ให้มนุษย์ต่างดาวน้ำลายไหล 


วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องประหลาดบนโลกที่คุณอาจไม่รู้

1. ผีเสื้อรับรสด้วยเท้าของมัน
2. เสียงร้องของเป็ด จะไม่เป็นเสียงสะท้อน (echo) ไม่มีใครรู้ว่าทำไม
3. ในเวลา 10 นาที พายุเฮอริเคน... มีพลังมากกว่า..พลังงานนิวเคลียร์
4. ช้าง..เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลก ที่ไม่สามารถกระโดดได้
5. ผู้หญิง... กระพริบตา...มากกว่า..ผู้ชาย..ถึง 2 เท่า
6. แปลก... ที่มนุษย์เรา... ไม่สามารถเลียข้อศอก...ของตัวเองได้
7. ห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยอินเดียนน่า จมลงในดิน 1 นิ้วทุกปี เพราะวิศวกรลืมคำนวณถึงน้ำหนักหนังสือ
8. หอยทาก...สามารถนอนหลับได้ 3 ปี
9. ตาของเรา...จะขนาดเท่าเดิมตลอด...ตั้งแต่เกิด แต่จมูกและหู...จะไม่หยุดโต
10. เก้าอี้ไฟฟ้า (สำหรับประหารชีวิตนักโทษ) ออกแบบโดยหมอฟัน
11. หมีขั้วโลกทุกตัว...จะถนัดมือซ้ายทั้งนั้น
12. สมัยอียิปต์โบราณ พระ...จะถอนขนทุกเส้นในตัวรวมถึงคิ้วและขนตา....โอยยย
13. ตาของนกกระจอกเทศ ใหญ่กว่า...หัวสมอง..ของมันซะอีก
14. คำว่า ...TYPEWRITER ... เป็นศัพท์ที่ยาวที่สุดที่คุณจะนึกออก.....ในแป้นพิมพ์แถวเดียวกัน
15. เกือบทุกคน..ที่อ่านเรื่องนี้... พยายามที่จะเลียข้อศอกของตัวเอง...

ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1865069

ความลับของบ้านผีสิง

     ในประเทศอังกฤษ บ้านผีสิงเป็นสิ่ง ที่หาง่าย เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก 

     เพราะไม่ว่าจะเป็นปราสาทเก่าแก่ หรือคฤหาสน์อายุ หลายร้อยปี ซึ่งมีอยู่เป็นอันมากใน ประเทศอันเก่าแก่ แห่งนี้ เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ มีนิยายเกี่ยวกับ ภูตผีปิศาจสิง สู่อยู่ด้วยทั้งนั้น

     ความน่าสะพรึงกลัวของมัน ไม่ใช่นำมาแต่ ความ หวาดหวั่นขวัญสยองเท่านั้น ยังนำมาซึ่งความตายอีกด้วย

     เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 1852 ณ คฤหาสน์อันโอ่อ่า ซึ่งตระหง่านงาม อยู่ที่ปีเตอร์บอโร ในนอร์ธแธมป์ตันเชอร์ กล่าวกันว่า บุตรีสาวสวยของเจ้าของคฤหาสน์ ดูเหมือนจะไม่สมหวังในความรัก จึงฆ่าตัวตาย แต่ทางบ้านปิดข่าวเงียบ เปิดเผยให้คนอื่นรู้กันเพียงว่า มาจอรี่ ฮอกินส์ ธิดาสาวสวยของท่าน เซอร์จอห์น ฮอกินส์ เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ป่วยเป็นลมปัจจุบันเสียชีวิตเท่านั้น

     เวลาผ่านไปประมาณปีเศษ ญาติห่างๆคนหนึ่งของท่านเซอร์ก็เดินทางมาพักแรมอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานในเมืองหลวงมานานครัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสาวใช้นำถาดอาหารเข้าไปให้ มาสเตอร์เฮนรี่ ฮาร์ด ในห้องนอน เจ้าหล่อนก็ต้องหวีดร้อง สุดเสียง ปล่อยถาดอาหารตกกระจายเกลื่อนพื้น แล้วหันหลังวิ่งแน่บไปจากที่นั่น ร้องตะโกนเหมือนคนบ้า

“มาสเตอร์ฮาร์ด ! พระเจ้า ! มาดูมาสเตอร์ฮาร์ดกันเดี๋ยวนี้ น่ากลัวเหลือเกิน !”

ผู้ที่ได้ยินเสียงสาวใช้ ต่างก็วิ่งมาที่ห้องพักของญาติเจ้าของบ้านโดยเร็ว ภาพที่เห็นเล่นเอาตกตะลึงจังงังกันไปหมดทุกคน

เฮนรี่ ฮาร์ด แขวนคอตายกับขื่อกลางห้อง ใบหน้าของเขาน่ากลัวสุดพรรณนา

นัยน์ตาโปนถลน ปากอ้า ลิ้นแลบออกมายาวเฟื้อย กล้ามเนื้อที่หน้าตึงเขม็งกลายเป็นสีเทา ไปเพราะขาดเลือดหล่อเลี้ยงมาหลายชั่วโมง

ไม่มีหลักฐานแห่งความตายอันน่าสยดสยองของเฮนรี่ ฮาร์ด จึงได้แต่ลงความเห็นกันเพียงว่า เป็นการฆ่าตัวตายเท่านั้น

เรื่องนี้คงจะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้ที่ได้ยิน หากว่าอีกไม่กี่เดือนต่อมา เพื่อนสนิทของเฮนรี่ จะไม่เดินทาง ไปค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความตาย ของเพื่อนเกลอ ณ คฤหาสน์ฮอกินส์แห่งนี้
ลอร์ด ฮาร์วีย์ คัธเบิร์ท คือชายหนุ่มคนนั้น

เขาเพิ่งได้รับบรรดาศักดิ์สืบต่อจากบิดา นับว่าเป็นคนหนุ่มที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่ก็สุภาพอ่อนโยน เหนือสิ่งอื่นใด เขามีความรักเพื่อนอย่างจริงจัง

คัธเบิร์ทไม่เชื่อว่าคนอย่างเฮนรี่ ฮาร์ด เพื่อนของเขา จะฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ เขารู้จักเพื่อนเกลอดีว่า ผู้ชายชอบสนุกร่าเริงและไม่มีปัญหาใดๆในใจเลยอย่างฮาร์ด ไม่มีวันทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นเป็นอันขาด

บิดาผู้ล่วงลับของเขารู้จักกับเซอร์ฮอกินส์เป็นอันดี เมื่อท่านลอร์ดคนใหม่แจ้งความจำนง ขอมาพักอยู่ที่คฤหาสน์ฮอกินส์สักพัก เจ้าของบ้านจึงยินดีและเต็มใจต้อนรับอย่างยิ่ง

มารู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ตอนที่คัธเบิร์ทบอกว่า จะขอพักในห้องเดียวกับเฮนรี่ ฮาร์ด เพื่อนผู้ล่วงลับของเขานั่นเอง

“ลุงว่าอย่าดีกว่า หลาน”

เซอร์ฮอกินส์ปรามอย่างไม่สู้สบายใจนัก

“ลุงสั่งปิดตายห้องนั้นแล้ว ไม่ต้องการจะเห็น หรือพูดถึงมันให้ สะเทือนใจอีก”

“แต่ผมอยากจะใช้เวลาสักคืนอยู่ในที่ที่เฮนรี่เคยอยู่น่ะครับคุณลุง”

คัธเบิร์ทบอกอย่างเด็ดเดี่ยว แต่สุภาพนอบน้อม
“อยากรู้ว่าในห้องนั้นมีบรรยากาศอย่างไร เพื่อนผมจึงทำเรื่องที่เขาไม่เคยคิดจะทำนี้ขึ้น”

“อย่าดีกว่าน่า ห้องอื่นสบายกว่าถมไป”

เจ้าของคฤหาสน์พยายามห้ามปรามด้วยสีหน้าไม่สบายใจหนักขึ้น

แต่ลอร์ดหนุ่มตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเสียแล้ว เจ้าของบ้านจึงไม่มีทางเลือก นอกจากสั่งคนรับใช้ให้ทำความสะอาด ห้องที่ปิดตายมาหลายเดือน พร้อมทั้งจัดให้เป็นที่พักของลอร์ดหนุ่มผู้รักเพื่อน

คืนนั้น ลอร์ดคัธเบิร์ทเข้านอนเวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง เขาไม่สำเหนียกวี่แววความแปลกประหลาดในห้องนั้นเลย ไม่มีความรู้สึกหนาวเย็นเยือก ไม่มีเสียงผิดปกติให้ได้ยิน และก็ไม่มีกลิ่น หรืออะไรอื่นอันอาจมาจากโลกหนึ่งซึ่งเร้นลับเกินสายตาเห็น
ขุนนางหนุ่มเดินไปเปิดหน้าต่างออก ลมหนาวเย็น พัดกรูเกรียวเข้ามาทันใด แต่เขาไม่สนใจไยดี ชะโงกตัวออกไปข้างนอก แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบน

ตอนนี้แหละถึงไม่ใช่คนกลัวและมีประสาทแข็งปานใดก็ตาม ชายหนุ่มก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้ เพราะเหนือขึ้นไปจากหน้าต่างห้องที่เขาชะโงกอยู่ คือหน้าต่างห้องนอนของมาจอรี่ ฮอกินส์ ธิดาสาวสวยของเจ้าของบ้าน ผู้กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยวิธีใดไม่แจ้ง หน้าต่างห้องเจ้าหล่อนอยู่ตรงกับห้องเขาพอดิบพอดี

“หวังว่ามาจอรี่คงไม่ลงมาหาเราในคืนนี้...” ลอร์ดหนุ่มนึกเล่นๆ แต่ก็อดขนลุกไม่ได้

ตามปกติ เขาเป็นคนชอบอากาศโปร่งสบาย คัธเบิร์ทจึงไม่ปิดหน้าต่าง แต่เปิดไว้ให้แสงเดือนละไมส่องเข้ามาพร้อมกับลมดึกอันเย็นเยือก

แล้วก็ม่อยหลับไปในไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากเอนหลังบนเตียงนอนอันแสนสบาย
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีนั้น เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว เสียงแผ่วเบาที่นอกหน้าต่าง ทำให้เขารู้สึกตัวตื่นจากนิทราอันแสนสุข

ลอร์ดคัธเบิร์ทเบิกตามองไปยังหน้า ต่างที่เปิดกว้าง แสงจันทร์ส่องเข้ามากระจ่าง มองเห็นทุกอย่างถนัด เขาเห็นปลายเชือกหรือผ้าชิ้นยาวสีขาวๆ แกว่งกระทบขอบหน้าต่างเกิดเสียงดังเบาๆ ในความเงียบสงบสงัด

ขุนนางหนุ่มเกือบลุกขึ้นไปดูเสียแล้ว แต่ก็ยั้งใจได้ทัน เพราะในขณะนั้นมีอะไรบางอย่างปรากฏ ลงมาพร้อมกับปลายเชือกด้วย


มันเป็นชายกระโปรงอันยาวพองบานพลิ้วของสตรี

และท่ามกลางการจ้องมองอย่างตะลึงงันนั่นเอง คัธเบิร์ทก็เห็นร่างหนึ่งโรยตัวรูดลงมาตามเชือกอย่างคล่องแคล่ว ปลายเท้าเหยียบขอบหน้าต่างของเขา ส่งตัวเองเข้ามาในห้องอย่างง่ายดาย

ร่างนั้นหันหน้ามาทางเขาเต็มที่ เปิดยิ้มอย่างเย้ายวนชวนให้เคลิ้มฝัน

ขุนนางหนุ่มตกตะลึงจังงังเหมือนเป็นท่อนไม้ เบิกตาเพ่งดูหน้าอันงามและรอยยิ้มเย้ายวนชวนพิสมัยนั้นพลางอุทานเสียงแผ่วเครือ
“มาจอรี่...”

ร่างนั้นทำอาการคล้ายสะดุ้ง จ้องมองดูเขาเขม็ง และคัธเบิร์ทแทบเป็นลม ไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อเห็นนัยน์ตา ทั้งคู่โปนออกนอกเบ้าจนถลนแทบหลุดพลัดออกมา ปากแสยะบิดเบี้ยว และลิ้นค่อยๆ แลบออกมาจุกปาก !

มันเป็นใบหน้าของคนที่แขวนคอตายชัดๆ

“มาจอรี่...โอ ! พระเจ้าช่วย”

ชายหนุ่มครางอีกครั้ง รู้สึกเหมือนจะตายไป ณ บัดนั้นด้วยความตระหนกตกใจ

หญิงสาวผู้น่าสะพรึงกลัวหันกลับ คว้าปลายเชือกหรือผ้าชิ้นยาวๆ ชิ้นเดิมไว้แน่น แล้วส่งตัวเองด้วยวิธีเดิม สาวกลับไปข้างนอก หายลับไปจากหน้าต่างอย่างรวดเร็ว

กว่าลอร์ดคัธเบิร์ทจะรู้สึกตัวก็เป็นเวลานาน เขาผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากห้อง ตรงไปเคาะประตูห้องนอนเจ้าของบ้านอย่างร้อนรน แล้วเล่าเรื่องที่พบพานมาให้ฟัง

เซอร์ฮอกินส์และคุณหญิง มีสีหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่แสดงความประหลาดใจอย่างใด ท่านเซอร์บอกว่า

“ลุงรู้แล้วละหลาน มาจอรี่เขายังอยู่กับเราตลอดเวลา ลุงจึงไม่อยากให้ใครไปนอนห้องนั้น เพราะเชื่อว่ามาจอรี่จะต้องออกมาให้เห็น คิดว่าเฮนรี่ก็คงเจอเข้าเหมือนกัน แต่มาจอรี่ไม่เคยเห็นหน้าเฮนรี่มาก่อน เธอจึงหลอกเขาจนกระทั่งต้องผูกคอตายตามไป”

“แต่กับผม ทำไมเธอรีบหนีไปทันทีที่เรียกชื่อล่ะครับ คุณลุง?”

ลอร์ดคัธเบิร์ทถามเสียงสั่น

“คิดว่าคงเป็นเพราะมาจอรี่กับหลานรู้จักกันน่ะซี เธอคงอายหลานจึงรีบหลบไป ถ้าหลานไม่รู้จักมาจอรี่ก่อน ป่านนี้อาจประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเฮนรี่ไปแล้ว”

ลอร์ดคัธเบิร์ทกลืนนํ้าลาย แล้วถาม

“มาจอรี่เป็นอะไรตายครับ?”

“ผูกคอตายกับขอบหน้าต่าง ร่างของเธอหลุดออกไปแกว่งโตงเตงอยู่นอกหน้าต่างเป็นนาน จนเย็นเหมือนนํ้าแข็ง ลุงคิดว่าเธอคงพยายามทำให้คนอื่นตายไปด้วยอาการแบบเดียวกัน คือแขวนคอตาย”

“คุณลุงปิดเป็นความลับเงียบทีเดียวเรื่องความตายของมาจอรี่ ผมคิดว่าเธอเป็นลมตายเสียอีก” ลอร์ดหนุ่มพูดเหมือนต่อว่า

เซอร์ฮอกินส์หน้าเศร้าลงไปอีก
“ลุงอายคนอื่น จึงไม่บอกความจริงกับใครๆ หลานคิดดูเถอะ ฮาร์วีย์ มันน่าขายหน้าน้อยไปหรือที่ลูกสาวแขวนคอตายด้วยอาการสยดสยองขนาดนี้ ลุงก็เลยตัดสินใจไม่บอกความจริง”

ลอร์ดฮาร์วีย์ คัธเบิร์ท ลากลับจากคฤหาสน์ ของเซอร์ฮอกินส์ในวันนั้นเอง เขาได้รับคำตอบที่มาค้นหาเรียบร้อยแล้ว

มาจอรี่ ฮอกินส์ คงจะโหนเชือกที่เธอใช้ผูกคอตายเส้นนั้นลงมาหาเฮนรี่ผู้เคราะห์ร้าย แล้วเย้ายวนเขาด้วยประการต่างๆ จนเคลิบเคลิ้มทำตามคำพูดของเธอแล้ว ไปสู่จุดอันน่าสยองขวัญเช่นเดียวกัน...

เรื่องนี้ฟังเหมือนเรื่องโกหก แต่เป็นเรื่องจริงจากบันทึกของลอร์ดคัธเบิร์ท ซึ่ง มาร์กาเร็ต นอร์แมน นำมาเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “Haunted Houses” ฉบับพิมพ์ เมื่อปี 1964