คิดอย่างไรกับบล็อกนี้

บทความยอดฮิต

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แวมไพร์

หากจะพูดถึงเรื่องราวของผีที่กำลังเป็นกระแสยอดนิยมในขณะนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ แวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดไม่มีวันตาย โดยเรื่องราวของแดร็กคิวล่าถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และดูเหมือนว่าเรื่องราวของผีดูดเลือดนี้จะเป็นผีที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร และนิยายมากที่สุดเลยทีเดียว เช่นในปัจจุบันนี้ ก็มีภาพยนตร์แวมไพร์เรื่อง ทไวไลท์ ออกมาสร้างกระแสแวมไพร์ไปทั่วโลกตั้งแต่ปีก่อน และไม่ทันที่กระแสแห่งแวมไพร์ทไวไลท์จะหายไป เมืองไทยเราก็มีการหยิบยกเรื่องราวของแวมไพร์ขึ้นมาสร้างเป็นละครคือรักไม่มีวันตาย ที่กำลังออนแอร์ทางช่อง 3 ในขณะนี้ จนทำให้กระแสแวมไพร์แบบไทย ๆ ได้รับความสนใจในขณะนี้ วันนี้ เราจึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับผีดิบอมตะ ตำนานที่ไม่เคยตกยุคมาฝากกันอีกครั้ง

เรื่องราวของแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด เป็นเรื่องราวที่มีการบอกเล่าต่อกันมานานหลายร้อยปี และปรากฏอยู่ในตำนานของหลายประเทศทั่วโลก มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น แวมไพร์ตามตำนานเม็กซิโกจะมีกระโหลกมนุษย์วางอยู่บนศีรษะ แวมไพร์แถบเทือกเขาร็อกกี้จะดูดเลือดทางจมูก แวมไพร์ตามตำนานโรมาเนียจะมีร่างกายผอมซีดและไว้เล็บยาว เป็นต้น แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แวมไพร์ทั่วโลกก็มีวิถีชีวิต รูปแบบการดูดเลือด และการสืบทายาทแวมไพร์ที่ไม่ต่างอะไรกันเลย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เป็นผีดิบในร่างของมนุษย์ มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย

2. แวมไพร์ถูกนำมาเปรียบเทียบเป็นมนุษย์ค้างคาวผีดิบ เนื่องจากแวมไพร์หากินกลางคืนต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงแวมไพร์ ก็มักจะนึกถึงผีดิบผิวซีดในชุดสีดำคล้ายค้างคาว

3. ในตอนกลางวันแวมไพร์จะนอนนิ่งอยู่ในโลงศพ ในสภาพที่ตาข้างหนึ่งเปิดอยู่ มีเลือดติดอยู่ตามปากหรือจมูก

4. ในตอนกลางคืนแวมไพร์จะออกหาเหยื่อ เพื่อดูดเลือดบริเวณคอของเหยื่อ โดยเหยื่อมักจะเป็นเพศตรงข้ามเสมอ

5. แวมไพร์ ถ่ายทอดเชื้อสายด้วยการกัด แต่ผู้ที่ถูกกัดทุกคนอาจเสียชีวิตและไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเป็นแวมไพร์ตัวใหม่ก็ได้

6. ศพของแวมไพร์จะไม่เน่าเปื่อย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ใบหน้าจะยังดูมีเลือดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพราะได้เลือดของเหยื่อหล่อเลี้ยงไว้

7. แวมไพร์ สามารถสยบได้ด้วยกระเทียม ซึ่งเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนมาก หรือไม้กางเขน และน้ำมนต์
ในแถบประเทศตะวันตก แวมไพร์ เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในประเทศอังกฤษ หลังจากมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า อาร์โนลด์ เปาเล ชาวเซอร์เบีย เป็นผู้ที่ได้รับการสืบเชื้อสายจากแวมไพร์ หลังจากที่เขากลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทหารในกรีซ และเขาก็ได้สารภาพกับภรรยาว่าถูกแวมไพร์ดูดเลือดและได้รับการถ่ายทอดเป็นแวมไพร์ ต่อมาไม่นานเขาได้เสียชีวิตลง แต่คนในหมู่บ้านยังเห็นเขาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านในยามค่ำคืน จึงมีการขุดเอาศพเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง และพบว่า เขานอนนิ่งเป็นศพแต่กลับมีรอยเลือดติดอยู่ที่ปากของเขา ชาวบ้านจึงพิสูจน์ด้วยการตอกหมุดลงไปที่หัวใจ ปรากฎว่ามีเลือดไหลทะลักออกมาตามด้วยเสียงกรีดร้อง จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปเผาและก็ไม่มีใครพบเขาปรากฎตัวในหมู่บ้านอีกเลยหลังจากนั้น แต่ต่อมาไม่นาน ก็พบแวมไพร์อีกหลายตัวอยู่ในหมู่บ้าน จึงเชื่อว่าแวมไพร์เหล่านั้นเป็นเชื้อสายของเปาเล และพวกเขาก็คงถูกเปาเลกัด ซึ่งพ้องกับสิ่งที่เปาเลได้เคยบอกภรรยาไว้ก่อนตาย

หลังจากนั้นก็มีเรื่องเล่า และตำนานแวมไพร์ถูกเล่าขานกันต่อมาเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นเรื่องราวที่โด่งดังอีกครั้ง เมื่อ บราม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริชได้แต่งนิยายเรื่อง แดร็กคิวล่า ขึ้นมา โดยนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเจ้าชายนักรบแห่งวาลาเซีย ประเทศโรมาเนีย นามว่า วล้าด เทเปส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วล้าด แดร็กคูล ที่แปลว่ามังกรวล้าดสุดผยอง มาเขียนเป็นนิยาย ซึ่งเจ้าชายแห่งวาลาเซียคนนี้ เป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความเก่งกล้า และเหี้ยมโหดต่อศัตรูผู้รุกรานอย่างมาก เขามักจะสั่งให้ทหารนำศพศัตรูมาเสียบให้เลือดไหลทะลักออกมา ขณะที่เขาก็มีความสุขไปกับการเห็นภาพสุดสยองตรงหน้าแล้วมองดูมันด้วยความสะใจ และมักจะนั่งทานอาหารโดยมีศพนับสิบเสียบเลือดนองอยู่ตรงหน้าเสมอจากความโหดเหี้ยมดังกล่าว บราม สโตกเกอร์ เลยนำเรื่องราวของ วล้าด แดร็กคูล มาเชื่อมโยงกับตำนานแวมไพร์ เนื่องจากเห็นว่า วล้าด แดร็กคูล มีคุณสมบัติและอุปนิสัยหลายอย่างที่พ้องกับแวมไพร์เป็นอย่างมาก จึงเสกสรรปั้นแต่งให้ วล้าด แดร็กคูล หรือที่เรียกในนิยายว่า แดร็กคิวล่า กลายเป็นผีดูดเลือดไป และต่อมาผู้คนก็เข้าใจว่าเรื่องราวที่ บราม สโตกเกอร์ เขียนนั้นอ้างอิงมาจากเรื่องจริงทุกประการ แดร็กคิวล่า จึงได้รับความสนใจและกลายเป็นเรื่องราวของแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดมาจนปัจจุบันนี้ และนิยายดังกล่าวก็ส่งผลให้โบสถ์ออร์โธดอกซ์ ที่วล้าด แดร็กคูล เคยสร้างไว้และใช้เป็นที่ฝังศพของตัวเอง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในโรมาเนีย เพราะผู้คนมักจะเชื่อตามเรื่องราวในนิยายว่า นั่นคือปราสาทที่อยู่ของแดร็กคิวล่า และเป็นสุสานผีดูดเลือดจริง ๆ อีกทั้งเชื่อว่า วล้าด แดร็กคูล เป็นผีดูดเลือดจริง ๆ อีกด้วย
ส่วนในโลกของความเป็นจริงนั้น เรื่องราวของแวมไพร์ก็ดูเหมือนจะปรากฏให้เห็นจริงในหลายสังคมตะวันตก โดยมีการเล่าขานกันอย่างไม่สร่างซาว่า มีคนที่ดูดเลือดคนด้วยกันเองอยู่หลายคน และพวกเขาก็คือแวมไพร์อย่างแท้จริง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้มีการอธิบายว่า แวมไพร์ในโลกของความเป็นจริงนั้น อาจไม่ใช่ "ผี" อย่างที่ปรากฎในเรื่องเล่า แต่เป็นคนธรรมดาที่ป่วยเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยจะชื่นชอบการดูดเลือดคนด้วยกันเอง โดยมีปมมาจากการจมอยู่ในความแค้นในอดีตก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี แม้จะมีคำบอกเล่า และการสันนิษฐานหลายอย่าง แต่ตำนานแวมไพร์ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ และก็เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์หรือผีดูดเลือด ก็ยังเป็นที่สนใจของผู้คนไม่หาย มันยังคงถูกนำมาสร้างเป็นนิยาย ภาพยนตร์ และละครอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ และน่าแปลกที่เรื่องราวของผีดิบมักจะน่าติดตาม และมีความน่าสนใจในเรื่องราวของมันเองไม่ว่าจะสมัยไหน ก็เรียกว่าเรื่องราวของแวมไพร์ได้กลายเป็น "ตำนานผีดิบ" ที่ฆ่าไม่ตายไปแล้ว

อัจฉริยบุรุษผู้ไม่เต็มบาท

เรื่องราวของ "" ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่สุด ของความมหัศจรรย์ทางจิต ที่มนุษย์ บางคนได้รับเป็นพิเศษ ด้วยวิธีการลึกลับ ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ด้วยวิชาการทันสมัยใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเขาบอกแก่ผู้คนว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงต้องการ พึ่งสติปัญญาของเขานั้น เด็กชาวนาโง่ทึ่มเจ้าของ คำบอกเล่าก็พลันถูกโห่ฮา จากผู้ฟังอย่างขบขันที่สุด ด้วยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนสติไม่เต็มบาท ซึ่งใครๆ ในหมู่บ้าน โอเวอร์รู้กันดีอยู่แล้ว

แต่คนไม่เต็มบาทคนนี้แหละ ที่ประวัติศาสตร์ได้จดจารึกไว้ในฐานะบุคคลประหลาด ผู้มีความสามารถเยี่ยมยอดที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษในสมัยกลาง

โรเบิร์ต นิกซัน เป็นชื่อของเขา เกิดมาในตระกูลชาวนาผู้ยากจน และเป็นลูกชายคนเดียว เคยเข้าเรียนหนังสือได้ไม่เท่าไหร่ ทางโรงเรียนก็ส่งตัวคืนมา เพราะทึ่มเกินไป เรียนไม่ไหว พ่อแม่จึงให้มาช่วยไถนาดังเดิม

ขณะนั้นเป็นปี ค.ศ.1485 ชะตากรรมของประเทศอังกฤษแขวนอยู่กับการรบพุ่งที่สมรภูมิบอสเวิร์ธกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ถูกปิดล้อมโดยกองทัพของเฮนรี่ เอิร์ล แห่งริชมอนด์ ณ บริเวณที่ห่างจากสมรภูมิหลายไมล์นั่นเอง โรเบิร์ต นิกซัน คนบ๊องกำลังไถนาวุ่นอยู่

ทันใดนั้น นิกซันก็หยุดไถเสียเฉยๆ เขายืนก้มศีรษะตํ่าครู่หนึ่งเหมือนเงี่ยหูฟังเสียง อะไรอยู่แล้วพลันก็กระทำอาการประหลาดขึ้น

นั่นคือ กระโดดโลดเต้นไปมารอบๆ นาที่ไถเสร็จแล้ว แล้วโบกมือโบกไม้วุ่นวาย ชี้ไม้ชี้มือพลางวิ่งตะโกนเสียงหลง

เด็กหนุ่มผู้นี้เคยทำอะไรวิตถารอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งไม่เหมือนอย่างขณะนี้ คนที่พบเห็นการกระทำของเขาจึงวิ่งข้ามทุ่งนามาหมาย จะห้ามปรามแล้วไล่ให้กลับไปทำงานดังเดิม

แต่แล้ว บุคคลที่วิ่งเข้ามาถึงเป็นคนแรกก็ต้องหยุดชะงัก เพราะขณะนั้นนิกซันท่าทาง เหมือนคนสติวิปลาสอย่างแรง นัยน์ตาของเขาจ้องค้างเขม็ง นํ้าลายฟูมปาก มือโบกไปมาพลางตะโกนก้อง
"นั่นแน่! ริชาร์ด...นั่นแน่! เฮนรี่ เอาเข้าไป...เอาเข้าไปเลย!"


แล้วก็หยักรั้งตั้งท่าเหมือนเชียร์คนต่อสู้กัน ปากก็ตะโกนลั่นอีกว่า

"ลุกขึ้น เฮนรี่! ลุกขึ้นจับอาวุธเข้า ข้ามสนามเพลาะไป เฮนรี่ข้ามสนามเพลาะไป และเอาชนะให้ได้!"

เขายืนอยู่ที่นั่นราว 2-3 นาที ขณะที่ผู้พบเห็นเหตุการณ์พากันตะลึงตะไล แล้วเด็กหนุ่มผู้มีท่าทางไม่เต็มบาทก็ยิ้มออกมาได้ มองดูผู้คนที่พากันจ้องดูเขาแล้วกล่าวหน้าตาเฉย

"สงครามชนะแล้ว เฮนรี่ชนะเด็ดขาด!" แล้วเขาก็หันไปไถนาต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้เห็นเหตุการณ์ กลับไปบอกกับเจ้านายของตน ซึ่งเป็นลอร์ดแห่งชลมอนเดลลี่ เพราะเขารู้แล้วว่าโรเบิร์ต นิกซัน คนไม่เต็มเต็งนั้น สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลๆได้ และยังล่วงรู้ต่อไปอีกด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโอกาสหน้า

เขาได้พยากรณ์ถึงการเกิดเพลิงไหม้หมู่บ้าน ถัดไปอย่างแม่นยำ พยากรณ์ความตายของบุคคลในตระกูลชลมอนเดลลี่ พยากรณ์พายุร้ายได้ ล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาพยากรณ์ว่า เฮนรี่และริชาร์ดที่กำลังรบกันที่สนามบอสเวิร์ธนั้น ริชาร์ดเป็นฝ่ายแพ้ และไม่ได้เป็นกษัตริย์อีกต่อไป

ขณะนั้น ยังไม่มีใครรู้ระแคะระคายเรื่องริชาร์ดตกบัลลังก์เลย จึงเฝ้ารอดูกันด้วยใจจดใจจ่อ ซึ่งปรากฏว่าอีก 2-3 วัน ต่อมาก็มีข่าวมาจากในราชสำนักว่า เฮนรี่ที่ 7 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป เมื่อผู้สื่อข่าวมาถึงหมู่บ้านโอเวอร์ ต่างก็รู้สึกสนเท่ห์ไปตามๆ กันที่พบว่าชาวบ้านต่างก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าพระเจ้าเฮนรี่ได้เป็นกษัตริย์

ในไม่ช้า พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ก็ได้ข่าวของนิกซันผู้มีพรประหลาด คราวนี้ชาวเมืองโอเวอร์ต้องได้รับความขบขันอีกครั้ง เมื่อเด็กหนุ่มบ๊องคนนี้เที่ยววิ่งไปรอบหมู่บ้านหาที่ซ่อนตัว โดยอ้อนวอนชาวบ้านว่าให้ซ่อนตัวเขาไว้จากคนของพระราชาทีเถิด เพราะทหารของพระองค์กำลังจะมาพาตัวเขาเข้าไปในวัง เขากลัวไปอดตายอยู่ที่นั่น
ชาวบ้านหัวเราะกันก๊ากใหญ่...อะไรกัน พระราชาจะมีพระประสงค์ จะได้เด็กหนุ่มโง่ทึ่ม แถมยังบ๊องคนนี้ ไปทำอะไรที่ในวัง? และยังจะทำให้เด็กคนนี้อดตายเสียอีก ยิ่งเป็นไปไม่ได้ มีใครกันจะอดตาย ที่ในวังของพระราชา?

ทว่า ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ นิกซันพิสูจน์ให้ เห็นว่าเขามีพรสวรรค์ เหนือธรรมดาจริงๆ เพราะพระเจ้าเฮนรี่ทรง ส่งทหารมาตามตัว เขาไปในวัง และพระราชทานเงินทอง ให้กับมารดาผู้ยาก ไร้ของอัจฉริยบุรุษไม่เต็มบาทมากมาย เพื่อขอตัวลูกชายไปก่อนหน้าที่นายทหาร จะมาถึงไม่กี่นาที นิกซันมีท่าทางเศร้าหมอง ลุกจากโต๊ะกินข้าวที่นั่งพร้อมหน้ากัน แล้วว่า

"ทหารในวังกำลังมาถึงในไม่ช้านี้แล้วผมต้องไป และจะไม่ได้กลับมาอีก"

เมื่อเด็กหนุ่มไปถึงพระราชวัง ทุกคนรวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินรู้สึกผิดหวังไปตามๆ กันที่เห็นเขาเป็นเด็กโง่ๆ เซ่อๆ คนหนึ่ง สารรูปดูไม่ได้เลย แถมท่าทาง ยังเป็นคนเบาเต็งด้วย

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 จึงทรงลองเชิงเขาด้วยการถอดธำมรงค์ออกซ่อนไว้ และตรัสสั่งให้เขาทำนายว่าอยู่ที่ใด

โรเบิร์ตเพ่งพระพักตร์พระองค์ท่านไม่เกรง พระทัย แล้วพูดว่า

"แหวนไม่ได้หายนี่พระเจ้าข้า เพราะผู้ที่เอามันไปซ่อนย่อมเป็นผู้รู้ที่ซ่อนเอง"
คำตอบนี้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินพอพระทัยมาก ทรงโปรดให้อาลักษณ์อยู่คู่เคียงเขาตลอดเวลา คอยจดคำพยากรณ์ของนิกซัน

บันทึกคำพยากรณ์นั้นปรากฏเป็นหลักฐานสืบมาจนเดี๋ยวนี้ ในนั้นมีข้อความกล่าวถึงนิกซัน พยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานและแม่นยำยิ่งนัก เช่น พยากรณ์ว่าจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในมหานครลอนดอนในปี ค.ศ.1666 และพยากรณ์ความยืนยาวของราชบัลลังก์แห่งพระเจ้ายอร์จที่ 4 แห่งราชวงศ์แฮนโนเวอร์

บันทึกเหล่านั้นกล่าวต่อไปว่า เด็กหนุ่มนิกซันพยากรณ์เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในกาลอนาคตต่างๆ เช่น การรุกรานเกาะอังกฤษ ของกองทหาร ผู้มีก้อนนํ้าแข็ง ติดอยู่บนหมวก เฮลเมท ด้วยคำพยากรณ์ดังนี้

"หมีซึ่งถูกล่ามโซ่ไว้กับหลักบูชายัญ จะสลัดหลุดออกจากโซ่ตรวน แล้วจะทำให้เกิดความขัดแย้ง จนถึงต้องใช้กำลังกัน..."

แต่แล้ว ชะตากรรมของนิกซัน ผู้มีอัจฉริยะก็มาถึง

พระเจ้าเฮนรี่ไม่นำพาต่อคำขอร้องของเขา ที่ว่าอย่าปล่อยเขาให้อยู่ในวังตามลำพังเลย ในขณะที่พระองค์เตรียมเสด็จไปล่าสัตว์ พระองค์โปรดให้มหาดเล็กคอยดูแลเขา อย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่พระองค์ไม่อยู่

ปรากฏว่าคำพยากรณ์ของนิกซัน เกี่ยวกับตัวเองเป็นความจริงขึ้นมาอย่างน่าพิศวงที่สุด
นั่นคือ เจ้ามหาดเล็กเหลวไหลคนนั้นจับเขาขังในห้องห้องหนึ่งแล้วลั่นกุญแจ ตัวเองหลบไปเที่ยวสบายใจเฉิบ และก็เลยลืมว่าได้ขังเด็กหนุ่มไว้ในห้องใด เมื่อพระเจ้าเฮนรี่เสด็จกลับจากการล่าสัตว์ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ได้มีการค้นหานิกซันเป็นการใหญ่ เพียงเพื่อที่จะพบว่าเขาถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง และสิ้นชีวิตแล้วด้วยความหิว เพราะอดอาหารในพระราชวังอันโอ่อ่า ของพระราชาธิบดีแห่งอังกฤษนี่เอง!

ที่มา : http://artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=3589


ผู้สูญร่างในมิติที่ 4

เรื่องราวต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งเก็บมาจากรายการออก อากาศทางสถานีวิทยุของแฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด ชื่อ "มหัศจรรย์เหนือวิทยาศาสตร์" ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ แสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่า ประสาท ทั้ง 5 ของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราได้ทั้งหมด และก็แสดงให้เห็นอีกว่า วิทยาศาสตร์นั้นไม่มีทางเทียบเท่ากับพลังงานอย่างหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ของมันอย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด แม้ว่าจะยังไม่มีใครรู้จักมันก็ตาม

แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด กล่าวว่า การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพิ่งจะได้รับการพัฒนามาได้ไม่เท่าไหร่ นับแต่ปี ค.ศ. 1875 เป็นต้นมา แม้วิชาวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ ดังที่ท่านโธมัส เอดิสัน กล่าวถึงความล้มเหลวในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

"มันสอนให้เรารู้ขึ้นอีกมากในสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน และมันก็สอนให้รู้ด้วยว่า เรายังรู้น้อยนักในสิ่งที่คิดว่าเรารู้มากแล้ว"
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณวิทยาศาสตร์ อยู่นั่นเอง มนุษย์ในปัจจุบัน กำลังเตรียมจะละทิ้งโลก ซึ่งตนเองยังรู้จักไม่พอ เพื่อเดินทางไปสู่จักรวาล ซึ่งยังไม่รู้จักเลยด้วยซํ้า นับเป็นการเสี่ยงที่จะสอนให้พวกเรารู้ว่า ความไม่รู้ของเรา เกี่ยวกับจักรวาลนั้น ใหญ่หลวงเพียงใด และเราควรพอใจ ในความสำเร็จน้อยนิดในโลกนี้ ที่เกิดจากสติปัญญาของตนเอง ไปในเวลาเดียวกันด้วย

และต่อไปนี้ก็คือเรื่องอัศจรรย์ที่ แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด รวบรวมไว้

มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่น่าเป็นไป ได้เลยที่อยู่ๆมนุษย์คนหนึ่งก็เดินหายออกไปจากโลก ต่อหน้าต่อตาผู้พบเห็นเหตุการณ์จำนวนไม่น้อย !

ถูกแล้ว มันเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องจริง

ได้มีบุรุษคนหนึ่งหายสาบสูญไปอย่างลึกลับในมิติที่ 4 อันไม่มีใครหยั่งถึง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยเวลาชั่วพริบตาเดียวในยามบ่ายอันสว่างไสวเจิดจ้าของวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1880 ณ บ้านไร่ของ เดวิด แลง ในเมืองกัลลาติน มลรัฐเทนเนสซี

ตัวของเดวิด แลง เจ้าของไร่นั่นเอง ที่หายสาบสูญไปในครั้งนี้
บ้านของแลงเป็นตึกปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อยดูน่ารื่นรมย์ เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ประมาณ 40 เอเคอร์ ใช้สำหรับเลี้ยงวัว แดดในฤดูร้อนแผดเผาหญ้าในท้องทุ่งจนกลายเป็นสีนํ้าตาลไปหมด กระนั้นทุกอย่างก็ดูแจ่มใสภายใต้ แดดสีทองนั้น

บุตรทั้งสองของแลง คือ ยอร์ช อายุ 8 ขวบ และซาร่าห์ อายุ 11 ขวบ นำเอารถลากเทียมม้าไม้ ที่เดวิด แลง ซื้อมาให้จากเมืองแนชวิลล์เมื่อเช้านี้ ออกไปเล่นกันรอบสนามหน้าบ้าน ขณะนั้นเอง นายและนางแลง ผู้เป็นบิดามารดาก็เดินออกมาจากบ้านพอดี

"กลับมาเร็วๆนะคะ เดฟ" มิสซิสแลงบอกสามี "ดิฉันอยากขอให้คุณขับรถพาเข้าเมืองก่อนที่ร้านจะปิดค่ะ"

แลงพยักหน้า เดินไปยังรั้วเพื่อข้ามตัดทุ่งไปดูม้าตัวงามของเขา แล้วก็หยุดอยู่ที่รั้วนั้น มองดูนาฬิกาพลางหันมาบอกภริยาอย่างแจ่มใส

"ฉันจะกลับมาภายใน 2-3 นาทีนี่แหละ"

นั่นคือสัญญากรายๆของเขา

แต่เดวิดไม่ได้ทำตามคำพูดนั้นเลย... เขาไม่ได้กลับมาอีกหลังจากกล่าวคำพูดนั้น เป็นประโยคสุดท้าย เพราะได้ประสบชะตากรรมอันยากจะบอกได้ถูก ภายในชั่วเวลา 30 วินาทีเท่านั้น

ชะตากรรมที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่านานก็ตาม
เด็กทั้งสองมองเห็นรถม้าคันหนึ่งแล่น มาตามทางแคบๆ มุ่งหน้ามายังบ้านของแก จึงหยุดเล่นและพากันมองดู ทั้งสองจำได้ว่า ผู้อยู่ในรถคือ ผู้พิพากษาออกัสท์ เป็ค ผู้เคยมาเยี่ยมเยียน และเอาของฝากมาให้บ่อยๆ มิสซิสแลง ก็มองเห็นท่านผู้พิพากษาพร้อมๆ กับสามี ซึ่งเดินออกไปห่างแล้ว เดวิดโบกมือให้ผู้พิพากษาผู้คุ้นเคย แล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิม เพื่อเตรียมต้อนรับเขา

หนึ่ง-สอง-สามก้าวที่เขาย่างกลับมา แลงไม่รู้สึกตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาเลย ยังไม่ทันถึงก้าวที่ 12 นั่นเอง ร่างทั้งร่างของเดวิด แลง ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาบุคคลทั้งหมด

หายวับราวกับสูญเข้าไปในมิติที่ไม่มีใครมองเห็นอย่างนั้นแหละ !

นางแลงร้องกรี๊ดสุดเสียง ในขณะที่บุตรของนางทั้งสองคนยืนตะลึงจังงังพูดไม่ออก แต่แล้วโดยสัญชาตญาณ ทุกคนออกวิ่งไปยังจุดที่เห็นแลงยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ผู้พิพากษาเป็คและน้องเขยซึ่งมากับรถม้ารีบก้าวลงและวิ่งข้ามทุ่งนาไปเกือบจะพร้อมๆกัน

แต่ทว่าที่นั่นไม่มีอะไรเลย ไม่มีต้นไม้สักต้น หรือแม้แต่พุ่มไม้ หรือหลุมบ่อสักแห่งบนพื้นดินบริเวณนั้น และก็ไม่มีร่องรอยสักอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเดวิด แลง
พวกผู้ใหญ่พากันออกเดินเที่ยวหาไปทั่วๆบริเวณทุ่งนานั้น แต่ไม่พบอะไร นางแลงเริ่มขวัญเสียจนต้องถูกพาตัวกลับเข้าไปในบ้าน นางร้องกรี๊ดๆไปตลอดทางอย่างน่าเวทนา ต่อมาเพื่อนบ้านที่รู้ข่าวจากระฆังบอกเหตุร้ายช่วยกันแพร่ข่าวต่อไปอีก เพียงชั่วเวลาเข้าไต้เข้าไฟเท่านั้นประชาชน หลายสิบคนก็แห่กันมายังที่เกิดเหตุ ทุกคนถือตะเกียงวอมแวมและช่วยกันออกค้นหาอย่างพลิก แผ่นดินเกือบทุกตารางนิ้วของบริเวณอาถรรพณ์นั้น ทุกคนช่วยกันกระทืบดูตามพื้นแข็งๆ ด้วยความหวังว่าจะได้พบโพรงหรือหลุมบ่อที่แลงอาจตกลงไป แต่ก็ไม่มีโพรงหรือหลุมบ่อใดๆอยู่ในบริเวณนั้นทั้งสิ้น

เดวิด แลง หายตัวไปเสียแล้ว...สาบสูญไปอย่างประหลาดที่สุดต่อหน้าบุตร ภริยา และต่อหน้าต่อตาชายสองคนในรถม้า ชั่วพริบตาเดียวเขายังยืนอยู่บนพื้น และกำลังเดินตัดทุ่งนาอันสว่างไสวด้วยแสงแดด แต่อีกวิบต่อมา เขาก็ล่องหนไปเสียแล้ว !

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต่างก็มาช่วยกันต้อนผู้คน ผู้อยากรู้อยากเห็นออกไป จากไร่ของครอบครัวแลง ตัวมิสซิสแลงนั้นล้มป่วย ด้วยอาการช็อกจากครั้งเกิดเหตุ คนใช้ทุกคน ยกเว้นแต่คนครัวเก่าแก่พากันลาออกหมด จึงยังคงมีผู้พิพากษา เป็นผู้อารีเท่านั้น ที่คอยดูแลเอาใจใส่ ครอบครัวนี้ตลอดเวลา

จากการสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น กับตาเหมือนๆ กัน ในขณะเดียวกัน และ ณ ที่เดียวกันอีกด้วย พนักงานสอบสวนของอำเภอ ไปตรวจสอบบริเวณอาถรรพณ์นั้น และพบว่า ภายใต้พื้นดินเป็นหินปูนแน่นหนา ปราศจากหลุมบ่อที่จะทำให้ใครตกลงไปได้

ทั้งๆที่หายสาบสูญไปหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีการทำพิธีฝังศพ หรือทำบุญแผ่กุศลไปให้ ผู้ตาย ทั้งนี้ เพราะนางแลงเชื่อมั่นว่าสามีของนางจะต้องกลับมาหานางในสักวันหนึ่งแน่นอน

และเขาก็ "กลับ" มาจริงๆเสียด้วย...แม้จะไม่ได้กลับมาด้วยร่างกายก็ตาม !
เวลาผ่านไป 7 เดือน เหตุประหลาดก็เกิดขึ้น อีกครั้งในยามเย็นอันระอุอ้าวของเดือนเมษายน 1881 นั่นเอง

ลูกชายหญิงทั้งสองของเดวิด แลง ออกไปเล่นยังจุดที่บิดาของแกหายตัวไป ณ ที่ซึ่งเคยเห็นเดวิด แลง ยืนอยู่เป็นครั้งสุดท้ายนั้นปรากฏว่ามีหญ้าสีเหลืองงอกขึ้นเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 ฟุต เห็นได้ถนัดชัดเจนอย่างประหลาด แล้วซาร่าห์อายุ 11 ขวบ จะนึกอย่างไรขึ้นมาก็ไม่ทราบ แกส่งเสียงเรียกชื่อบิดาขึ้นดังๆ

"พ่อคะ พ่ออยู่ที่ไหน?"

ทันใดนั้น เด็กทั้งสองก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

มีเสียงตอบอู้อี้ออกมาจริงๆ...เป็นเสียงซึ่งเด็กทั้งสองจำได้แม่นยำว่าไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคุณพ่อของแกคนเดียว...เสียงนั้นดังแผ่วเบาออกมาจากวงกลมหญ้าสีเหลืองนั้น ซํ้าแล้วซํ้าเล่า

"ซาร่าห์...ยอร์ช ช่วยพ่อด้วย...ช่วยด้วย"

เสียงเดวิดร้องเรียกให้ช่วยดังออกมาจากมิติที่ 4 อยู่เป็นนาน ในที่สุดก็จางหายไปและหายไปจากมิติธรรมดาที่มนุษย์รู้จักชั่วนิรันดร.

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บุรุษลึกลับจากมิติอื่น


ขณะนั้นเป็นเวลาคํ่าคืนดื่นดึกของเดือนตุลาคม ค.ศ.1837 มีเสียงกริ่งดังขึ้นที่หน้าบ้านของ ครอบครัวอัลซอป สาวน้อย เจน อัลซอป เป็นคนลุกขึ้นเดินงัวเงียไปเปิดประตูพร้อมทั้งนึก ฉงนฉงายว่า ใครหนอช่างมากดกริ่งเรียกในเวลาดึกของคืนอันหนาวเย็นเต็มไปด้วยหมอกอย่างนี้

บานประตูเปิดออก เจน อัลซอป มองออกไปข้างนอกอย่างเคืองๆ อ้าปากจะถามไถ่ว่าเป็นใคร มาธุระอะไร?...แต่แล้วปากของเธอก็อ้าค้าง นัยน์ตาทั้งคู่ลืมค้าง และอากัปกิริยานิ่งค้างไปหมด แทบทุกส่วน ด้วยความตื่นตกใจที่เกิดขึ้นในทันทีที่มองเห็นบุคคลหน้าประตู เป็นสารรูปที่สมควรแก่ความกลัวจนขวัญหนี ดีฝ่อจริงเสียด้วย

เป็นผู้ชาย...สูงมากทีเดียว สวมเสื้อคลุมดำทั้งกว้างและยาว แต่อะไรก็ไม่ทำให้ผู้พบเห็นตกตะลึง ได้มากเท่ากับหน้าของเขา ไม่ใช่เป็นดวงหน้าอันน่าหวาดกลัวของปิศาจอสุรกายเทือกนั้น แต่เป็นหน้าที่มองไม่เห็นด้วยซํ้าไป เพราะว่ามันปกคลุมโดยตลอดด้วยหมวกกลมใส ลักษณะคล้ายอ่างปลา มองทะลุเข้าไปเห็นดวงตา ลุกวาววามราวกับแสงเทียนคู่หนึ่ง

สาวน้อยเจนแผดร้องกรีดก้องออกมาสุดเสียงด้วยความตระหนกจนเหลือที่จะทานทน ชายร่างประหลาดคงจะตกใจเสียงแผดร้องของสาวน้อยเหมือนกัน จึงผละจาก หน้าประตูออก วิ่งหนีไป ทว่าขณะที่วิ่งนั้น ชายเสื้อคลุมกว้างยาวของเขาคลี่ออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่อยู่ข้างใน ได้ถนัดตา

เสื้อผ้าของเขาไม่เหมือนใครในโลกเลย มันเป็นชุดชิ้นเดียวติดกันตั้งแต่คอลงจนถึงข้อเท้า แนบเนื้อสนิทเนียนเป็นสีเงินมันวะวับ

เวลาผ่านไปไม่นาน ตำรวจแห่งสถานีเทมส์ก็มาถึง ตามที่ครอบครัวอัลซอปเรียกไป คุณโปลิศรับฟังเรื่องราวของเจน อัลซอป ด้วยสีหน้าปั้นยากเต็มที และลงความเห็นเมื่อ รับฟังจนจบว่า เด็กสาวคงจะตาฝาดหรือม่ายก็ความงัวเงียง่วงนอนทำให้เห็นผิดๆพลาดๆ ไป แต่นับว่าเป็นเคราะห์ดีของเจน ที่ไม่ต้องถูกกล่าวหาว่าเพี้ยนในการลุกขึ้นมาเล่าเรื่องบ๊องๆ กลางดึก

เพราะว่ามีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานในร้านขายเนื้อไม่ห่างออกไปนัก ให้การยืนยัน กับตำรวจว่า เขาเคยเผชิญหน้ากับชายลึกลับผู้แปลกประหลาดมาแล้ว โดยที่ชายคนนั้นเข้าขู่เข็ญ น้องสาวสองคนของเขาให้ตื่นตกใจ พอเขาไล่ตาม ชายลึกลับก็วิ่งหนีเข้าไปจนมุมในตรอกตัน แถวๆ นั้น และกระทำอะไรบางอย่างซึ่งแสดงชัดเจนว่าเขาต้องเป็นผู้มาจากมิติเร้นอันลับลี้เต็ม ประดา

ที่ก้นตรอกตัน มีกำแพงสูง 14 ฟุตขวางอยู่ชายในเสื้อคลุมดำกระโดดแผล็วเดียวข้ามกำแพงนั้น ไปสู่อีกฟากหนึ่งได้อย่างสบาย

ผู้เขียนเองไม่ทราบว่าสถิติสูงสุดของการกระโดดสูงที่นักกีฬาโอลิมปิกทำไว้นั้นมีความสูงกี่ฟุตกันแน่ แต่ขนาดความสูง 14 ฟุต หรือราว 4 เมตรนี้ นับว่าเป็นความสามารถอันยอดเยี่ยมมากในยุคนั้น และชายลึกลับคนนี้ก็เลยได้รับสมญาว่า “มนุษย์กระโดดสูง” (The Jumping Man) นับตั้งแต่นั้นมา

นี่เป็นปีแรกที่ “มนุษย์กระโดดสูง” ออกปรากฏกาย เรียกได้ว่า เป็นรายการ "อุ่นเครื่อง" เพราะในครั้งต่อไป เขาเปิดฉากวาดลวดลายเด็ดดวง กว่านี้ แต่ไม่ได้ ทำร้ายใคร นอกจากทำให้หวาดกลัวและตกใจจนแทบช็อกกันเท่านั้น

แปลกอยู่อย่าง เขาอุ่นเครื่องหลอกหลอนชาวลอนดอนใกล้ฝั่งแม่นํ้าเทมส์ ที่เล่ามานี้แล้วก็ หายหน้าหายตาไปนานตั้ง 8 ปี มาเผยโฉมอีกครั้งใน ค.ศ.1845 แล้วก็อาละวาดดะไปเรื่อยเป็น เวลาหลายปีติดต่อกัน โดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ สำหรับอาณาบริเวณที่เขาออกโรงแสดงการ กระโดดสูงที่ไม่ได้รับเชิญนี้ มีทั้งมหานครลอนดอน, เซอร์เรย์, แลงคาสเชอร์, ลินคอล์นเชอร์, วอริคเชอร์, มิดเดิลเซ็กซ์ ฯลฯ

แต่ละครั้งที่ปรากฏตัว เป็นต้องสาธิตวิธีกระโดดสูงให้เห็นทุกครั้ง และที่น่าสังเกตก็คือ ยิ่งปรากฏบ่อยครั้ง ระดับความสูงของก้าวกระโดดของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจน น่าพิศวง ในช่วง 10 ปี ระหว่าง ค.ศ.1860-1870 เขากระโดดได้สูงและไกลราว 30 ฟุตต่อ หน้าต่อตาพยานเป็นอันมากในหลายท้องที่ด้วยกัน

ในช่วงเวลาดังกล่าวมานี้ มีพยานยืนยันการมาเยือนของชายลึกลับจากมิติเร้นลับมากมายหลายสิบราย มีที่น่าสนใจควรแก่การบันทึกไว้อยู่รายหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในปี 1877 ใกล้กับกรมทหารเล็กๆ ในอัลเดอร์ชอตแห่งแฮมเชอร์ พยานที่พบเห็นชายลึกลับเป็นทหารยามของกรมนั้น

รายละเอียดมีอยู่ว่า ขณะที่ทหารยามทั้งสองเดินตรวจรอบๆ กรมอันค่อนข้างมืดนั่นเอง จู่ๆ ชาย ลึกลับในเสื้อคลุมสีดำก็โผล่ให้เห็นบนกำแพงสูง แล้วกระโดดลงมาสู่พื้นอย่างงดงามราวกับ นักกีฬาเอก เสื้อคลุมเผยออกให้เห็นชุดแนบเนื้อสีเงินข้างใน แสงสลัวจากเสาไฟด้านข้างกรมทหาร ทำให้เห็นหมวกทรงกลมดิกใสกระจ่างที่ครอบศีรษะโดยตลอด บ่งบอกว่าชายคนนี้ไม่ใช่ปกติ ธรรมดาเป็นแน่

“ใคร? หยุดนะ ม่ายงั้นจะยิง!” พลทหารหนึ่งในสองนาย ร้องเฉียบขาด แทนที่จะปริปากตอบโต้หรือหยุดชะงัก ร่างสูงโย่งกระโดดแผล็วเข้าหาทันที ทหารยามอีกคน เห็นท่าไม่ดีก็สาดกระสุนปืนยาวที่ถือเข้าใส่ในระยะเผาขน

แทนที่ร่างนั้นจะชะงักหรือล้มลง กลับตรงทื่อเข้ามาเสมือนหนึ่งว่ากระสุนจากปืนยาวนัดที่เข้า เป้าทรวงอกถนัดถนี่นั้นทำอันตรายเขาไม่ได้เลย ยามคนแรกที่สอบถามจึงลั่นกระสุนเข้าให้มั่ง ทว่าผลที่ได้รับ เป็นอย่างเดียวกัน ร่างประหลาดเข้าประชิดตัวในนาทีนั้นเอง...

อะไรเกิดขึ้นน่ะหรือครับ?

แหม...ทหารยามทั้งสองก๊อเหวี่ยงปืนทิ้ง แล้ว... ก็หันหลังโกยอ้าวเข้ากรมทหารไป!

เรื่องนี้น่าสนใจกว่าเรื่องอื่น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยว กับทหารในเขตทหารอันเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย การที่ทหารยามยิงปืนแล้วละทิ้งหน้า ที่หนีไปนั้น นับว่ามีความผิดถึงขั้นนำขึ้นศาลทหารครับ ทหารยอดซวยทั้งสองจึงต้องไปยืนอยู่ ในคอกจำเลยในศาลทหาร ซึ่งพิจารณาคดีอย่างสดๆ ร้อนๆ หลังเกิดเรื่องไม่นานเท่าไหร่

นับว่าเป็นเคราะห์ดีของยามทั้งคู่ ตรงที่ผู้พิพากษาในครั้งนั้นเป็นคนใจกว้างพอที่จะยอมรับฟัง เรื่องอันเหลือเชื่อ ประกอบกับพิจารณาท่าทางอันเต็มไปด้วยความแตกตื่นลนลานของผู้น้อย นอกจากนี้ ยังได้นำเอาหลักฐานข้อเท็จจริงอื่นที่เกิดขึ้นแล้วในละแวกแฮมเชอร์ก่อนหน้านี้ ไม่กี่วันมาร่วมรับฟังด้วย

ลงเอยด้วยการตัดสินว่าจำเลยทั้งคู่ยิงปืนใส่บุคคลลึกลับที่เข้ามาข่มขู่ คุกคามจริง และการที่หนีไปนั้นไม่ใช่หนีหน้าที่ แต่เป็นการวิ่งเตลิดไปด้วยความตกใจ สุดขีดเช่น เดียวกับผู้คนอื่นๆเคยหนีมาแล้วเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษลึกลับเจ้าของสมญา “มนุษย์กระโดดสูง”

จากการพิพากษาตัดสินนี้ เราก็ได้ทราบชัดเจนแล้วว่า ในแฮมเชอร์ สมัย นั้น “มนุษย์กระโดดสูง” ออกอาละวาดบ่อยครั้งเสียจนเป็นที่ยอมรับในหลายวงการแล้วล่ะ

ตำบลอัลเดอร์ชอตที่เกิดเรื่องนั้น อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน 35 ไมล์ จากที่นั่น ชายผู้มาจาก มิติเร้น เดินทางห่างจากอัลเดอร์ชอตไปอีกราวร้อยไมล์ ถึงตำบลนิวพอร์ตใน มอนเมาธ์ ณ ที่นี้เอง ยอดนักกระโดดขึ้นไปยืนก๋าบนหลังคาอาคารสูงหลังหนึ่ง เพ่งจ้องมองลงไปที่ท้องถนน เหมือนลังเล อยู่ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

แต่พอเห็นว่าฝูงคน ที่เดินสัญจร ไปมาบนถนนพากันแหงนขึ้นจ้องมองดูเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัว ยอดนักกระโดด ก็สาธิตวิธีกระโดดไกลไปบนหลังคาอาคารในระยะ 20 ฟุต แล้วก็ลับหาย ไปจากสายตาผู้ดูที่โชคดี ได้ชมสาธิตการกระโดดฟรีนั้น

จากนี้ไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1904 ข่าวคราวการมาปรากฏกายและสาธิตกระโดดสูงกระโดดไกล ของมนุษย์ลึกลับยังคงมีประปราย แต่ปี 1904 นับเป็นปีสุดท้ายแห่งรายการแสดงฟรีของเขา

หลังจากนี้ไม่มีใครรู้ว่า ชายลึกลับ กลับคืนมิติเร้นไปแล้วหรืออย่างไร เพราะเขา ไม่มาเปิดการแสดงให้ดูชมกันอีกเลย

รายการแสดงครั้งสุดท้ายของชายลึกลับ เปิดขึ้นที่ลิเวอร์พูล ในเวลากลางวันแสกๆ เสียด้วย เขาปรากฏกายออกมาตามถนนต่างๆ ในลิเวอร์พูล และกระโดดสูงครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าชาวเมือง ที่เดินกันคลาคล่ำตามถนนเหล่านั้น ผู้ที่พบ เห็นล้วนแต่ตกตะลึงจังงังจนไม่มีใครคิดไล่จับเขาเลย และแล้วประดุจเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย เขาไปเผยตัวเองที่เมอร์ซีย์ไซด์ และกระโดดพรวดเดียวจากพื้นถนนซอลสเบอรี่ขึ้นสู่หลังคาตึก สูงลิบจนเหลือเชื่อว่า คนจะกระโดดได้อย่างนั้น

แล้วก็ลับหายไป จากสายตาผู้เฝ้าดู เป็นการลับไปตลอด หลังจากนั้นไม่มีใครได้เห็นเขาอีก (ผู้คนมากมาย บนถนนซอลสเบอรี่มองเห็นโจ่งแจ้งว่าเขากระโดดแผล็วขึ้นสู่ยอดตึก หันมาโบกมืออำลาแล้ว วิ่งลับหายไปจากสายตาในนาทีต่อมานั่นเอง)

จากข้อเขียนทั้งหมดนี่ ท่านผู้อ่านมองเห็นปริศนาลับดำมืดหลายข้อเลยใช่ไหม

ข้อแรกที่สุดก็คือ ชายคนนี้เป็นใคร มาจากไหน และมีความมุ่งหมายอะไรในการมากระโดด เป็นว่าเล่นต่อหน้าพยานบุคคลในสารทิศต่างๆ ทั้งในและ นอกเขตกรุงลอนดอนอย่างที่เล่ามานี้?

จากสารรูปของเขาที่พยานทุกรายมองเห็นตรงกัน สันนิษฐานได้ 3 ประการคือ

ประการแรก ชายคนนี้ต้องมาจาก “มิติอื่น” ซึ่งอาจจะเป็นมิติอื่นอันซ้อนเหลื่อมกับมิติปกติ หรือม่ายเขาก็อาจ เดินทางมาจากพิภพอื่น เพราะลักษณะเสื้อผ้าและหมวกอวกาศมันฟ้องอยู่ ชัดแจ้ง

ประการที่สอง หมอนี่เป็นคนสติเฟื่องหรือเพี้ยน ซึ่งปรากฏกายด้วยความอยากดัง เรียกร้องความสนใจของฝูง คนด้วยกรรมวิธีลํ้ายุค

ประการที่สาม หมอนี่ไม่เพี้ยนและไม่บ๊อง แต่มีเจตนาบางอย่างเคลือบแฝง ในการแสดงออกของเขา

ข้อสันนิษฐานทั้งสามประการนี้ สองข้อหลังอาจเป็นไปได้ แต่ว่าต้องไม่ลืมความจริงอย่าง หนึ่งที่ว่า ชายลึกลับ มีคุณสมบัติพิเศษกว่าคนธรรมดาหรือคนเพี้ยนล้วนมีได้ยาก คือความสามารถในการกระโดดสูงและกระโดดไกลได้ขนาดนับเป็นสิบๆ ฟุตขึ้นไป

ข้อขัดแย้งอีกอย่างหนึ่งซึ่งคิดว่าหนักแน่นพอที่จะชี้ชัดถึงความไม่ปกติของนักกระโดดสูงนี้ก็คือ ระยะเวลาที่เขาปรากฏกาย ...ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าผู้เขียน เน้นเรื่องปี ค.ศ.ไว้มากเป็นพิเศษ เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านเล็งเห็นว่า ปีแรกที่เขาปรากฏกายนั้นคือ ปี 1837 ส่วนปีสุดท้ายได้แก่ปี 1904

ระยะเวลาห่างกันตั้ง 67 ปี ทีนี้สมมติว่าเมื่อเขา ออกโรงครั้งแรกในปี ค.ศ.1837 เขาอายุได้ 20 ปี เอา 67 บวกเข้าไป ผลลัพธ์เท่ากับ 87 โอ้โฮ! คนแก่อายุ 87 ปี สามารถกระโดดจากพื้นถนนซอลสเบอรี่ขึ้นสู่ตึกที่มีความสูงตั้งสามสิบกว่าฟุต ได้ อยู่อีกหรือขอรับ?

สมมติว่าเราคล้อยตามสันนิษฐาน ข้อแรกว่า ชายผู้นี้มาจากมิติเร้นแน่นอนแล้ว ก็ยังไม่ หมดปัญหาอยู่ดีแหละ...คำถามต่อไปก็คือ เขามาทำไม และเพื่ออะไร ในเมื่อการแสดงออก แต่ละครั้งนั้น นอกจากเกิดความแตกตื่นตกใจในหมู่คนพบเห็นแล้ว เขาไม่ได้รับประโยชน์ หรือผลตอบแทนอะไรกลับไปเลย? เขาไม่ได้จับคนไปซ่อน, ไม่ได้ ทำร้ายร่างกายใคร เว้นแต่ทำท่าคุกคามให้ ตกใจกลัวเท่านั้น...ไม่ได้ทำการวินาศกรรม และไม่ทำอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งผู้มาจากมิติอื่นน่า จะกระทำ...เขามาทำไมกันล่ะ?

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้จนกระทั่ง บัดนี้.

การซ้อนเหลื่อมของเวลา

ถ้าเราจะให้ความหมายของ “เวลา” นั้น มันไม่ง่ายนักที่จะจำกัดความลงไปให้แน่ชัด เวลา คือการนับอายุ เวลา คือ การกำเนิดฤดูกาล หรือเวลา คือ ตารางที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้เรารู้ว่าเราจะทำอะไรบ้าง เช้าแปรงฟัน กินข้าว กลางวันทำงาน ตกเย็นนัดแฟน กลางคืนมุดมุ้งนอน อย่างนั้นหรือ ? ก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่แรกเกิดลืมตาอ้าปากขึ้นมา เวลา ก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรา พอโตขึ้นมาพอจะจำอะไรกับเขาได้บ้าง เราก็ถูกสอนให้บอดเวลาจากนาฬิกา ให้บอกเวลาจากปฏิทิน วันไหน คือ วันจันทร์ วันไหน คือ วันอาทิตย์ เดือนไหนเป็นเดือนมกราคมก็ว่าเรื่อยไป

การนับเวลาที่ว่ามานี้เป็น “สิ่งประดิษฐ์” อย่างหนึ่งที่มนุษย์เราตั้งขึ้นมาเพื่อให้สำหรับนัดหรือวัดเวลาบนโลก ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าพ้นจากโลกนี้ไปแล้ว (จะไปอยู่โลกหน้าโลกไหนก็ตาม) เราก็คงไม่สามารถนับเวลาตามกฎเกณฑ์เดิมของเรานี้ได้ เราอาจจะพบกับเวลาที่แท้จริง ที่เรียกให้ขลังๆ หน่อยก็อาจจะเรียกว่า เวลาแห่งจักรวาล (Cosmic Time) หรือเวลาแห่งเอกภพ (Universal Time) ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเป็นธรรมชาติของเวลาที่จะต้องให้ศึกษาอีกมากมาย ปรากฎการณ์ลึกลับที่เกิดจากการซ้อนเหลื่อมกันของเวลาจึงเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ และมักจะคิดว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเป็นเพราะว่า เรายังไม่เข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้จริงของ “”เวลา”

โจน ฟอร์แมน (joan Forman) ผู้เขียนสารคดีเรื่องนี้ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจถึงความลึกลับของเวลา และได้ศึกษารวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ “การซ้อนเหลื่อมของเวลา” ไว้เป็นจำนวนมากซึ่งจะได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพียงบางเรื่องหลังจากนั้น เราจะมาวิเคราะห์กันถึงแนวทางที่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้างบนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์เท่าที่อารยชนรุ่นเราจะมีอยู่และรู้ได้

การซ้อนเหลื่อมของเวลาปัจจุบันกับอดีต
ชาวเมืองนอร์ฟอร์ค (Norfolk) แก่ๆ คนหนึ่งชื่อ สไควเรล (Mr. Squirel) แกจะมีอาชีพทำมาหากินอะไรนั้น ตามข่าวไม่ได้แจ้ง รู้แต่ว่างานอดิเรกของแก คือ การสะสมเหรียญเก่า และก็คล้ายๆ กับนักสะสมคนอื่นๆที่เก็บเหรียญเก่าไว้ในแฟ้มหรือซองพลาสติกที่ทำไว้สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทำนองเดียวกับแฟ้มสำหรับนักสะสมแสตมป์

วันหนึ่งนายสไควเรล คนนี้เดินทางไปที่ เกรท ยาร์มัธ (Great Yarmouth) เพื่อหาซื้อแฟ้มหรือซองพลาสติกสะสมเหรียญ ซึ่งแกได้ยินมาว่ามีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งขายสินค้าพวกนี้โดยเฉพาะ วันนั้นเป็นวันที่ 9 สิงหาคม ปี 2516 แกก็มาที่ร้านดังกล่าวนี้ ซึ่งไม่เคยมามาก่อนแต่ก็หาไม่ยากนัก เพราะเพื่อฝูงสาธยายตำแหน่งแห่งหนให้รู้จนชัดแจ้งแล้ว สิ่งที่สะดุดตาอันแรกที่มาถึงร้อนนี้ก็คือ หน้าร้านที่เป็นลานกว้างโรยด้วยก้อนกรวดขาวสะอาด เมื่อนายสไควเรลก้าวเข้าไปในร้าน แกรู้สึกว่าการตกแต่งร้านจะดูโบราณไปหน่อย แต่ก็ดูสง่างามน่าทึ่งไม่ว่าจะเป็นตู้โชว์หรือกรอบรูปข้างฝา รวมทั้งที่วางไม่เท้าทางประตูทางเข้า ซึ่งคนสมันก่อนนิยมการถือไม่เท้าหรูๆเมื่อหญิงสาวคนขายโผล่ออกมา แกก็ยิ่งแปลกใจใหญ่ เพราะผมเผ้าตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวดูเหมือนจะแกะออกมาจากแค็ตตาล็อคในยุคของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดแต่แกก็ไม่คิดอะไร เพราะแฟชั่นของสาวสมัยนี้แกเองก็แก่แล้วตามไม่ทัน ในระหว่างที่ถามหาสิ่งที่ต้องการ เฒ่าสไควเรลรู้สึกผิดสังเกตอย่างหนึ่งคือ ภายนอกร้านรู้สึกเงียบเชียบ ไม่มีเสียงรถราแล่นผ่านเหมือนกับมีการปิดกั้นการจราจร ทั้งๆ ที่ถนนหน้าร้านเป็นย่านจอแจแห่งหนึ่ง ในวันนั้นแกซื้อซองสะสมเหรียญเก่าถูกใจไปได้ใบหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพ่อเฒ่าสไควเรลแกชอบอกชอบใจย้อนไปซื้อใหม่อีก คราวนี้แกต้องแปลกใจมากๆ เมื่อไปถึงร้าน ไม่ใช่เพราะร้านย้ายหนีไปแล้ว แต่เป็นเพราะหน้าร้านนั้นเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา ลานกว้างที่โดรยด้วยกรวดสีขาวหายไปกลายเป็นทางเท้าริมถนนธรรมดา ทีแรกแกก็นึกว่าแกแล้วเลยทำให้จำร้านผิด เมื่อทบทวนและทบทวนอีกก็มั่นใจว่าร้านนี้แน่ๆ เมื่อสไควเรลก้าวเข้าไปในร้าน คิ้วของแกก็ยิ่งขมวดหนักขึ้นเพราะร้านนี้กลายเป็นร้านขายนาฬิกาไปเสียแล้ว ไม่มีวี่แววของร้านเดิมให้แก่พบเห็นเลย สิ่งที่แกได้มาก็คือ ซองใส่เหรียญซึ่งยืนยันได้ว่า ซื้อมาจากร้านตรงนั้นเมื่ออาทิตย์ก่อน เมื่อนำซองใส่เหรียญนี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบดู ก็ได้รับคำตอบว่าลักษณะของซองเป็นของที่นิยมใช้กันในทศวรรษของปี 2463 ปัจจุบันไม่มีขายในท้องตลาดแล้วหรือวันนั้น นายสไควเรลตกอยู่ภายในสภาวะการซ้อนเหลื่อมของเวลาถูกพาย้อนกลับไปราว 50 ปี

อีกรายหนึ่งเกิดขึ้นกับ นางเทอเรลล์ คลาร์ก (Mrs.Turrel Clarke) ชาวเมืองไพร์ฟอร์ด (Pyford) ประเทศอังกฤษ ในเย็นวันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ได้เข้าร่วมร้องเพลงสวดในโบสถ์ไพรฟอร์ดซึ่งเป็นโบสถ์ประจำตำบล ในขณะที่เพลงสวดประสานเสียงดำเนินไปอย่างน่าฟังนั้น นางคลาร์กก็รู้สึกเหมือนมีการผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอ เธอรู้สึกเวียนศรีษะเล็กน้อย ภาพที่อยู่ข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไป สภาพของโบสถ์รู้สึกผิดไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นพื้นหิน แท่นบูชาหรือรูปทรงของหน้าต่าง ข้อสำคัญเธอเห็นพระกลุ่มหนึ่งในชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลนั่งร้องเพลงสวดด้วยท่าทางที่สุขุมเยือกเย็น นางคลาร์กมีความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์และเมื่อเธอขยับตัว สภาพแวดล้อมทั้งหมดก็กลับสู่สภาพเดิม

นางคลาร์กแปลกใจกับภาพที่ได้เห็นในเย็นวันนั้นมาก เธอมั่นใจว่าสภาพของบริเวณที่เธอนั่งอยู่นั้นได้เปลี่ยนแปลงไป พระที่เธอเห็นมานั่งร่วมสวดอยู่ด้วยก็ดูแปลกตาเธอรู้ว่าพระในโบสถ์นี้ใส่ชุดคลุมสีดำ แต่เมื่อได้มีการศึกษาอย่างละเอียด พบว่าในปี พ.ศ.1836 เคยมีพระจากวิหารเวสท์มินสเตอร์ (Westminster) มาใช้โบสถ์นี้ในการประกอบพิธีกรรมอยู่ครั้งหนึ่ง และพระจากวิหารเวสต์มินสเตอร์เหล่านั้นใส่ชุดคลุมสีน้ำตาล

เป็นไปได้หรือ ที่เวลาของเธอเกิด “ลื่นไถล” พลัดเข้าไปอยู่ในศตวรรษที่ 13 อย่างจัง

อีกราย รายนี้เวลาเกิดการซ้อนเหลื่อมเข้าไปอีก รายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2516 นางแอน เมย์ (Ann May) และสามีซึ่งเป็นครูชาวเมืองนอร์วิช (Norwich) ได้ไปเที่ยวชมสุสานโบราณ คลาวา แคนส์ (Clava Caims) ในเมืองอินเวอร์เนส (Inverness) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของสุสานศิลปโบราณที่มีอายุเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สัมฤทธิ์ ราว 1800-1500 ก่อนคริสตกาล เช้าวันที่ครูแอนไปที่นั่น เป็นเช้าวันที่อากาศแจ่มใสมาก สายลมเบาบาง เสียงนกร้องแผ่วๆ ถ้าเป็นฉากหนังก็คงโรแมนติกดี เธอเดินเที่ยวไปรอบๆ อย่างสบายใจ ในที่สุดเธอก็เดินมานั่งพักที่แท่งหินใหญ่ หลับตาลงในขณะที่สายลมแผ่วเบามาปะทะใบหน้า และเมื่อเธอเอนหลังลงสัมผัสกับแท่งหิน เธอรู้สึกวาบหวิวขึ้นมาอย่างผิดปกติ ทันทีที่หลังของเธอแตะแท่งหิน เหมือนกับ “สวิตซ์” ของการเหลื่อมซ้อนแห่งเวลาถูกเปิด เมื่อเธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพที่เธอเห็นก็คือ กลุ่มของผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ผมดำยาวสวมเสื้อผ้ารุงรังดูเหมือนจะทำด้วยหนังสัตว์ กลุ่มผู้ชายกำยำเหล่านั้นกำลังช่วยกันลากแท่งหินที่มีลักษณะเช่นเดียวกับแท่งหินที่ปรากฏในสุสานแห่งนี้เพียงชั่วครู่เดียว ภาพเหล่านั้นก็เลือนหายไป เธอกลับคืนมาสู่ศตวรรษที่ 20 อีกครั้งหนึ่ง

ภาพที่ครูแอนเห็นนี้ มันเป็นเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า 2,000 ปีล่วงมาแล้ว เธออธิบายได้อย่างถูกต้องโดยที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ที่เธอเห็นเช่นนี้ก็เพราะปรากฏการณ์ลึกลับที่เวลาปัจจุบันไปซ้อนเหลื่อมเข้ากับเวลาในอดีตกระนั้นหรือ ?

สำหรับตัวโจน ฟอร์แมน ผู้เขียนสารคดีเรื่องนี้ก็เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการซ้อนเหลื่อมกันของเวลาเช่นกัน เมื่อครั้งที่ไปเที่ยวคฤหาสน์แฮดแดน (Hadden Hall) ที่เดอร์บีเชียร์ (Derbyshire) มันเป็นวันหยุดที่เธอเองไม่ได้ตั้งใจที่ะไปเพื่อจุดประสงค์ในงานที่กำลังค้นคว้าอยู่ แต่ตั้งใจที่จะไปชมคฤหาสน์มานานแล้ว

ในขณะที่ฟอร์แมนยืนอยู่ที่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ พิสมัยเล็งแลถึงความงามแห่งโบราณวัตถุ จากลานหญ้าหน้าคฤหาสน์มีบันไดหินกว้างใหญ่ทอดขึ้นไปจนจรดลานหินหน้าประตูทางเข้า เมื่อเธอขยับตัวไปยืนอยู่ ณ. จุดหนึ่งของลานสนามหญ้า และขณะนั้นเองเธอก็สังเกตเห็นมีเด็กอยู่ 4 คน กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่บนลานหินนั้น เป็นเด็กผู้ชายเล็กๆ 2 คน และเด็กผู้หญิงอายุราว 9 ขวบคนหนึ่ง ส่วนเด็กผู้หญิงคนโตอีกคนหันหลังให้ แต่ที่สังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดว่าเธอมีผมสีบรอนด์ ไหล่กว้าง สวมหมวกทรงดัทช์ อยู่ในชุดไหมยาวสีเทา เขียว เธอหัวเราะอย่างร่าเริงและหันหน้าแวบหนึ่งมาทางลานหญ้า เพียงแวบเดียวเท่านั้น แต่ฟอร์แมนก็จำได้อย่างติดตาว่า เด็กสาวคนนี้มีใบหน้าเรียบๆ จมูกเชิด คางสี่เหลี่ยม ฟอร์แมนเดินเข้าไปข้างหน้าด้วยความสนใจ แต่ทันทีที่เธอขยับตัว สิ่งที่เธอเห็นในลักษณะที่ค่อนข้างงุนงงเมื่อนาทีที่แล้วก็เลือนหายไป แต่ภาพเหล่านั้นเธอยังจดจำได้โดยเฉพาะเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของเด็กพวกนั้น

เมื่อฟอร์แมนเดินเข้าไปเที่ยวในคฤหาสน์ เธอพยายามมองหาภาพวาดเก่าๆ ที่แขวนอยู่ตามฝาผนัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าเด็กหญิงที่เธอเห็นนั้นจะต้องเป็นคนในคฤหาสน์นี้ ภาพวาดที่ยังถูกรักษาไว้อย่างดีถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ และนั่นไงฟอร์แมนรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ภาพของเด็กผู้หญิงผมสีบรอนด์สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเทาเขียวพร้อมทั้งหมกทรงดัทช์บนศรีษะ โดยเฉพาะใบหน้าที่มีคางกว้างจมูกเชิด ฟอร์แมนจำได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนว่าเป็นคนเดียวกันกับคนั้เธอเห็นวิ่งเล่นอยู่ที่หน้าคฤหาสน์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้เอง และเมื่อสอบถามจากผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่า เด็กหญิงในภาพนี้ก็คือ คุณผู้หญิงเกรซ แมนเนอร์ (Lady Grace Manner) แห่งคฤหาสน์แฮดดอน มีชีวิตอยู่เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ! เช่นเดียวกับครูแอน เมย์ ในขณะที่เอนหลังลงแตะแท่งหินในสุสานคลาวาแคนส์ ฟอร์แมนขยับเท้าไปยืนอยู่ ณ. จุดหนึ่งของสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์แฮดดอน ทั้งคู่ถูกเงื่อนไขของธรรมชาติอันลึกลับตกเข้าไปอยู่ในสภาวะที่เวลาทั้งปัจจุบันและอดีตเลื่อนมาซ้อนกันอยู่

การซ้อนเหลื่อมกันของเวลาปัจจุบันกับอนาคต เมื่อเวลาเกิดการซ้อนเลื่อมกันได้มันอาจจะซ้อนเข้าไปสู่อดีตหรือล่วงหน้าเข้าไปสู่อนาคต มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้ง 2 กรณี อนาคตที่ล่วงหน้ามาปรากฏขึ้นในปัจจุบันนั้นอาจเกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือ เป็นภาพที่อยู่ในความฝัน หรือไม่ก็เดินไปดีๆ แล้วก็เห็นกันเจ๋งๆ เลยจนบางทีคิดว่าเป็นภาพลวงตา ภาพที่อยู่ในอนาคตแล้วมาซ้อนกันอยู่กับปัจจุบัน บางครั้งอาจจะไม่รู้สึกผิดสังเกต เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่เมื่อเราไปพบเห็นเข้าสักวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจจะรู้สึกประหลาดใจที่พอจะนึกออกว่า คลับคล้ายคลับคลาว่าเราเคยเห็นมาก่อน ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าเห็นมากับตาหรือในความฝัน

สถานีโทรทัศน์ BBC ของประเทศอังกฤษเคยเสนอรายการการซ้อนเหลื่อมของเวลาปัจจุบันกับอนาคต ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เขียนเล่าประสบการณ์ไปยังสถานีเป็นจำนวนมาก เด็กนักเรียนขั้นมัธยมคนหนึ่งเคยฝันว่าได้หยิบเสื้อผ้าที่เธอเองไม่เคยมีอยู่ออกมาจากกระเป๋าเดินทางเข้ามาจัดแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าที่เป็นลักษณะของตู้เสื้อผ้ารวมสำหรับใช้กับหลายๆ คน ความฝันนั้นเกิดขึ้นเมื่อ3 ปีก่อน จนเธอเองลืมไปแล้วแต่เมื่อเธอถูกส่งมาเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมกินอยู่ประจำ ในวันที่คุณพ่อเธอซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ รวมทั้งกระเป๋าเดินทางให้ เธอก็ยังไม่เอะใจอะไร ต่อเมื่อเย็นวันที่เธอถูกส่งเข้ามาอยู่ในหอพักในโรงเรียน และจัดเสื้อผ้าในตู้ เธอจึงมีความรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เธอกำลังทำอยู่นั้นมันช่างตรงกับที่เธอเคยเห็นในความฝันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หรือตู้เสื้อผ้ารวมทั้งอยู่ในหอพัก มันเตือนความจำของเธอจากความฝันได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ที่แสดงว่าส่วนหนึ่งของภาพในอนาคตเธอได้เห็นมันมาก่อนแล้ว อย่างนั้นหรือ ?

เรื่องที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2517 มีสุภาพสตรี 2 ท่านเป็นชาวเมืองเบอร์มิ่งแฮม ชื่อ อาร์.เฮซ. ฮอดก์สคิน (R.H. Hodgskin) และเทสซา จี. (Tessa G.) ทั้งสองคนนี้ได้มาเที่ยวลอนดอนและแวะไปที่หอศิลปกรรมของลอนดอนเพื่อชมศิลปวัตถุโบราณ ขณะที่ทั้งสองสาวเพลิดเพลินจำเริญใจอยู่กับการชมศิลปวัตถุอย่างในห้องใต้ดิน ก็เกิดความรู้สึกอึดอัดบรรยากาศชักไม่ค่อยน่ารื่นรมย์ จึงชวนกันกลับขึ้นมาชั้นบน ในขณะที่ก้าวบันไดขึ้นมาถึงกึ่งกลาง เทสซารู้สึกหน้ามืดขึ้นมาชั่ววูบหนึ่ง แต่ก็เพียงวูบเดียวเท่านั้น แต่พอเธอจะขยับขา เทสวซาก็ต้องชะงักอยู่กับที่เพราะเธอรู้สึกว่าได้ยินเสียงทั้งผู้ใหญ่และเด็กร้องครวญครางอยู่ข้างล่าง เสียงนั้นชัดเจนมากจนจับคำพูดได้ มันเป็นเสียงของคนบาดเจ็บ เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เทสซาหันไปกระซิบถามเรื่องนี้กับเพื่อสาว แต่เพื่อนของเธอขมวดคิ้ว สั่นหัวพร้อมทั้งบอกว่าได้ยินแต่เสียงนักท่องเที่ยวกระซิบกันเบาๆ เป็นกลุ่มๆ อยู่ที่ห้องเก็บโบราณวัตถุข้างล่างซึ่งเมื่อเทสซามองลงไปมันก็มีลักษณธแบบเดียวกับที่เพื่อนเธอบอก 3 เดือนต่อมาผู้ก่อการร้ายได้ลอบวางระเบิดในห้องใต้ดินของหอศิลปกรรมแห่งลอนดอนแห่งนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2517 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวม 33 คน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก หมายความว่าเทสซาในขณะที่ก้าวขึ้นไปถึงจุดๆ หนึ่งตรงบันไดทางขึ้น ปัจจุบันของเธอได้เข้าไปซ้อนกับอนาคต ทำให้เธอได้ทราบถึงวินาศภัยที่เกิดขึ้นก่อนคนอื่นๆ แต่ในขณะนั้น เธอคิดแต่เพียงว่าอาจจะเป็นเสียงหลอกหลอนจากอดีตนานนับเป็นร้อยปีของหอศิลปกรรมแห่งนี้เท่านั้น

สำหรับรายนี้ อนาคตที่เข้ามาซ้อนเหลื่อมกับปัจจุบันอาจจะมาแต่ “เสียง” เท่านั้น ในขณะที่เหตุการณ์อื่นๆ อาจจะมาแต่ “ภาพ” แต่บางครั้งมันก็มาทั้งภาพและเสียงครบเครื่อง คนบางคนที่มีอำนาจจิตประหลาดก็อาจจะมีโอกาสที่จะมองเห็นภาพอนาคตได้อย่างชัดเจนและบ่อยครั้ง

มาร์กาเร็ต เบเกอร์ (Margaret Baker) หมอดูผู้ทำพิธีทางศาสนาคนหนึ่ง เมื่อครั้งที่จะจัดให้มีนิทรรศการเกี่ยวกับบ้านที่โอลิมเปีย (Olympia) ในกรุงลอนดอน เธอได้พบเห็นข่าวพาดหัวตัวเบ้อเริ่มในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการลอบวางระเบิดในงานนิทรรศกาลที่โอลิมเปีย มีผู้บาดเจ็บและได้รับอันตรายเป็นจำนวนมาก แต่ข่าวพาดหัวนั้นเธอเห็นก่อนที่จะมีนิทรรศกาลนั้นถึง 3 เดือน มาร์กาเร็ตพบข่าวนี้ถึง 2 ครั้ง และเมื่อวันที่มีการเปิดงานนิทรรศการนี้ มาร์กาเร็ตมีความรู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในงาน เธอได้เตือนคนที่รู้จักไม่ให้ไปเที่ยวงานนี้ และก่อนวันที่จะเกิดโศกนาฏกรรม มาร์กาเร็ตเห็นระเบิดถูกซุกซ่อนไว้ในถังขยะ นับเป็นการเห็นล่วงหน้าครั้งที่ 3 ของเธอที่เกี่ยวข้องกับอนาคตในเรื่องนี้ และแล้วในวันที่ 27 มีนาคม 2519 ก็ได้เกิดระเบิดขึ้นในงานนิทรรศการบ้านที่โอลิมเปีย จากการก่อวินาศกรรมของคนร้าย ข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์ที่ออกอากาศ มันช่างตรงกับที่มาร์กาเร็ตรู้มาแล้ว เพราะอนาคตของโศกนาฏกรรมครั้งนี้เดินทางมาให้เธอเห็นก่อนแล้ว จากการซ้อนเหลื่อมของเวลา

“เวลา” ความลึกลับที่ยังรอการค้นพบ
การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เป็นความแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย คนส่วนใหญ่จึงยกให้มันเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม “กฏเกณฑ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ” นั้นไม่มี อะไรที่เกิดขึ้นได้ภายใต้เอกภพนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้เหตุแห่งธรรมชาติทั้งนั้น แต่เรายังอธิบายไม่ได้หรือยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนก็อาจจะเป็นเพราะว่าความรู้เรายังก้าวไปไม่ถึง มีใครบ้างที่จะอธิบายถึงการเกิดสุริยุปราคาได้ก่อนที่โลกจะเรียนรู้ถึงระบบการโคจรของดวงดาวในจักรวาล ใช่สิ. เมื่อโลกมืดลงเพราะเกิดสุริยุปราคาเมื่อหลายพันปีก่อนมันจึงเป็นเหตุการณืที่เกิดขึ้นอันเนื่องมากจากสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติไม่มีคำอธิบาย

การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาจะอธิบายได้ ถ้ากฏเกณฑ์ของเวลาแห่งจักรวาลจะรู้สึกซึ้งมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามในขณะที่เรากำลังแกะและคลำทางเพื่อค้นคว้าเรื่องการซ้อนเหลื่อมแห่งเวลา ข้อสังเกตหลายประการก็ได้ถูกรวบรวมขึ้นมาบ้างแล้ว

1. การซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาจะเกิดขึ้นเมื่อมีจุดกระตุ้น
2. การซ้อนเหลื่อมนั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาสั่นๆ
3. มีความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้นในขณะที่เวลากำลังจะซ้อนกัน
4. ความรู้สึกบอกได้ว่ากำลังอยู่ในเหตุการณ์ที่แตกต่างกันใน 2 เวลา
5. เสียงจากเหตุการณ์ปัจจุบันนั้นจะหายไป

ปัจจุบันสู่อนาคต อย่างเดียวเท่านั้นหรือ ? อย่าลืมว่าความรู้สึกเช่นนี้ถูกฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเรา เพราะเราคุ้นเคยกับการนับเวลา “ตามปฏิทิน” และการนับเวลาเช่นนี้เป็นเรื่องที่ “สมมติ” ขึ้น เป็นเครื่องมือวัดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ฉลาดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อวัด “เวลา” ที่เนื้อแท้ๆ ของมันนั้น คือ “เวลาแห่งจักรวาล” ซึ่งอาจจะมีเครื่องมือวัดระบบอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปมาใช้วัดได้ ไม่ผิดไม่ใช่หรือ ?

ในภาวะปกติ เวลาจะต่อเนื่องกันไปตามระบบการวัดของมนุษย์ แต่เมื่อมี “สิ่งผิดปกติ” เกิดขึ้น ธรรมชาติของเวลาที่แท้จริงก็จะแสดงออก เวลาจะเกิดการเหลื่อมซ้อนกัน ข้อที่น่าสังเกตว่า เมื่อเวลาเกิดเหลื่อมซ้อนกันนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ ก็เนื่องมาจากผู้พบเห็นเหตุการณ์จะเกิดอาการผิดปกติขึ้นในร่างกาย เช่น เวียนหัว ทำนองเดียวกับบุคคลที่มีประสาทพิเศษบางคนที่จะเกิดอาการผิดปกติขึ้นก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวซึ่งเป็นความผิดปกติของธรรมชาติ เช่นเดียวกันถ้าจะเทียบกับความรู้สึกของคนบางคนที่เกิดผิดปกติขึ้นมาก่อนหน้าที่ “เวลา” ธรรมชาติอย่างหนึ่งกำลังจะผันผวนด้วยการที่มันกำลังจะซ้อนเหลื่อมกัน

ทำไมการซ้อนเหลื่อมกันของเวลาจะเกิดขึ้นต้องมีสิ่งมากระตุ้น ? เช่น ในกรณีครูแอน เอนหลังลงไปแตะแท่งหิน มองดูเหมือนกับเป็น “สวิตซ์ธรรมชาติ” ถ้าเราจะคิดว่าการซ้อนเหลื่อมแห่งเวลาจะเกิดขึ้นต้องมีพลังงาน เป็นไปได้ไหมที่สิ่งกระตุ้น (เช่นแท่งหิน) เป็นเสมือนหนึ่งตัวจ่ายพลังงานที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น

สิ่งที่น่าขบคิดต่อไปก็คือว่า ถ้าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมอยู่แล้วที่จะปรากฏออกมา ถ้าเช่นนั้น “ข่าวสาร” ของเหตุการณ์เหล่านี้ควรจะมีอยู่แล้ว มันปรากฏอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง และ ณ.ที่ใดที่หนึ่งสมมุติฐานที่อาจจะยังอยู่เหนือความนึกคิดอยู่ สมมติฐานหนึ่งที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีการส่ง “คลื่นลึกลับ” ออกมาตลอดเวลา คลื่นนี้จะบรรจุข่าวสารเกี่ยวกับตัวมันเอง (เช่น สีสัน รูปลักษณ์ สภาวะ ฯลฯ) คลื่นลึกลับเหล่านี้มีการรับและ “ดูดกลืน” จากวัตถุอื่นและเมื่อวัตถุอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และเมื่อ “สวิตช์” ถูกเปิดขึ้น ข่าวสารเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาช่วงหนึ่งเข้าสู่ “เครื่องรับ” ซึ่งเป็นสมองคนก็ทำให้ปรากฏภาพขึ้น อย่างเช่นในกรณีของแท่งหินที่สุสานคลาวาแคนส์ ที่ดูดซึมข่าวสารของอดีตไว้แล้วถ่ายทอดมาสู่ครูแอน เมย์

ปัญหาอยู่ที่ “คลื่นลึกลับ” ที่สามารถเก็บภาพและเสียงเอาไว้ได้นี้ คืออะไร ? ไม่รู้ครับ (เว้ากันซื่อๆ) แต่มันเป็นความจริงทางฟิสิกส์ที่ยอมรับกันข้อหนึ่งว่า มวลสารทุกอย่างมีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา คลื่นแสงที่ทำให้เรารับรู้ความสดสวยของโลก (หรืออาจจะเป็นความขยะแขยง) คลื่นวิทยุ รังสีอุลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ ตลอดจนรัวสีแกมม่า ชื่อต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นเหล่านี้ที่เคยเป็นคลื่นลึกลับมาก่อนได้ถูกทยอยค้นพบในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แล้วใครล่ะจะกล้าพนันว่า ในช่วงศตวรรษต่อไป “คลื่นลึกลับ” ที่ส่งภาพอดีตและอนาคตจากสรรพสิ่งในโลกออกมาจากตัวมันเองจะไม่เป็นคลื่นรายต่อไปที่ถูกค้นพบ ใช่แล้ว รางวัลโนเบลในเรื่องนี้กำลังรออยู่

สาขาสำคัญหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ที่เรียกว่า ควนตัม เมคคานิคส์ (Quantum machanics) มีส่วนสนับสนุนในเรื่องความไม่แน่นอนของเวลา โดยดูจากความไม่แน่นอนของอิเล็กตรอนในอะตอม เราไม่สามารถบอกถึงตำแหน่งแห่งหนของอะตามที่แน่นอนได้(ตามหลัก Uncertain Law ) มันอาจจะวิ่งไปข้างหน้าหรือวอ่งย้อนหลังในเวลาเดียวกันได้ มันทำตัวเหมือนกับไม่ขึ้นอยู่กับเวลา อนาคตหรืออดีต อาจจะอยู่ ณ. ที่ปัจจุบันก็ได้ ความลึกลับของเวลาในโลกอิเล็กตรอนอาจจะไขความลึกลับของเวลาแห่งจักรวาล … แน่นอน ในวันหนึ่งข้างหน้า

เป็นความจริงที่ยอมรับกันแล้วว่าสมองของคนเรานั้นมีการส่งคลื่นออกไปตลอดเวลา ด้วยลักษณะของความถี่ที่แตกต่างกัน และเมื่อมันทำตัวมันเป็น “เครื่องส่ง” ได้ มันก็น่าจะเป็นเครื่องรับได้ ด้วยภาพของเหตุการณ์ในอดีต หรือในอนาคตที่มาปรากฏในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาในรูปของการเห็นหรือจากความฝันซึ่งเราเรียกมันว่าเป็นการซ้อนเหลื่อมของเวลานั้น อาจจะเป็นการรับ “คลื่นลึกลับ” ที่เข้าสู่สมองในขณะที่สมองนั้นอยู่ในสภาวะที่เกิด “ปรับ” (Tune) ได้ตรงกับคลื่นนั้นพอดี

ถ้าเราสามารถรับรู้เหตุการณ์ในอนาคตซึ่งโดยสามัญสำนึกเราคิดว่า มันยังไม่น่าเกิดขึ้น เพราะผลของอนาคตจะต้องต่อเนื่องจากเหตุแห่งปัจจุบัน ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่าข่าวสารในอนาคตได้ถูกกำหนดไว้แล้ว รอให้เราไปพบโดยที่เราจะปล่อยมันไม่ได้เลย อย่างนั้นหรือ ? คำตอบก็คือ ใช่ … อาจจะเป็นอย่างนั้น เหตุการณ์ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือ ถ้าจะพูดลึกลงไปก็คือ มันได้ “เกิด” ขึ้นแล้ว ถ้าเช่นนั้นท่านอาจจะเถียงได้ว่ามัน “เกิด” เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อมัน คือ เรื่องของอนาคต คำถามที่น่าคิดสำหรับท่านก็คือ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้ท่านเรียกว่า “ปัจจุบัน” คือ ปลายสุดของเหตุการณ์ซึ่งต่อเนื่องมาจากอดีต“ปลายสุด” หมายถึงว่า เหตุการณ์ในอนาคตยังไม่มี

ท่านแน่ใจอย่างนั้นไม่ได้ เพราะนั่นคือ ความรู้สึกของเวลาที่ถูกวัดด้วยระบบของปฏิทิน สมมติว่ามีการเทียบกับการวัดอีกระบบหนึ่ง คนที่อยู่ในระบบนั้นจะมองเห็นว่า ปัจจุบันที่เรากำลังดำเนินอยู่นั้นมันคือ อดีต เมื่อมองจากระบบของเขานั่นเอง ถ้าอดีต ปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งที่ได้ถูกวางไว้แล้ว “เกิด” ขึ้นแล้ว ปรัชญาของคนโบราณเกี่ยวกับเรื่องของชะตาชีวิตที่กล่าวว่า วิถีชีวิตของคนทุกคนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว สิ่งที่มันจะเกดมันก็ต้องเกิดก็นับได้ว่าเป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ เรื่องที่เราคิดว่าไร้สาระ อาจจะตรงกับหลักความจริงที่ลึกซึ้งลงไปกว่านั้น สำหรับการค้นพบในวันข้างหน้า และเมื่อนั้นเราอาจจะต้องยกหัวแม่โป้งให้แล้วบอกว่า คนโบราณนี้คิดไกลจริงๆ

“การซ้อนเหลื่อมกันแห่งเวลา” อาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่นเดียวกับการเกิดแผ่นดินไหว สุริยุปราคา หรือภูเขาไฟระเบิด เพียงแต่เรายังไม่มีกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดมาอธิบายได้เท่านั้น ถ้าท่านเพียงไปยืนพิงป้ายรถประจำทาง แล้วเกิดเวียนศรีษะขึ้นมามันอาจจะไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่อาจจะเป็นปรากฏการณ์ของการซ้อนเหลื่อมกันของเวลาซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่กับท่านก็ได้

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปริศนาภาพวาดโมนา ลิซ่า (Mona Lisa)

          กว่า 500 ปีมากแล้วกับคำถามที่ว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) นั่นเป็นใคร ซึ่งยังเป็นปริศนา และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและแน่นอน ว่าบุคคลในภาพเขียนของ ลีโอนาร์ โด ดา วินซี่ (Leonardo da vin Ci 1452-1519) คือใครกันแน่ ภาพนี้วาดขึ้นราวๆ ค.ศ. 1503-1506 โดยแฝงรอยยิ้มที่ลึกลับ น่าเคลือบแคลง ไปด้วยปริศนามากมายลงบนใบหน้าของ โมนา ลิซ่า ให้ผู้คนได้นึกคิด จินตนาการกันไปต่างๆ นานา ยาวนานถึง 5 ศตวรรษ จวบจนกระทั่งปัจจุบัน คำถามที่ผู้คนสงสัย และได้ค้นคว้าหาคำตอบกันอย่างมากมาย ก็คือ โมนา ลิซ่า คือใคร?

          ตามคำบอกเล่าของ "จิออร์โอ วาซารี" (Giorgio Vasari 1511-1574) จิตรกร สถาปนิก และ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะในสมัยนั้น เขากล่าวไว้ว่า โมนา ลิซ่า ก็คือภรรยาของ ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งเป็นพ่อค้าไหมที่มั่งคั่งแห่ง เมืองฟลอเรนซ์ ขณะที่ ดาวินซี่ เขียนภาพนี้ซึ่งได้ใช้เวลานานถึง 4 ปี เขาได้ไปว่าจ้าง นักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบของ ภาพเขียน เพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้าหมอง อย่างไรก็ตามจากคำ บรรยายของ วาซารี ก็เป็นเพียงข้อมูลจากผู้ที่ไม่เคยเห็นภาพเขียนนี้ของ ลีโอนาร์โด แต่อย่างใด

จากหลักฐานอีกแหล่งหนึ่งจาก "อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส" ผู้บันทึกปากคำของ ลีโอนาร์โดใน ค.ศ. 1517 ว่าผู้เป็นแบบในภาพคือสตรีชาว ฟลอเรนซ์ และ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ เป็นผู้ว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ จากการที่ ไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัดว่า ใครเป็นแบบให้กับ ลีโอนาร์โดวาดภาพนี้ จึงทำให้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไป ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะ -เป็น บุคคลใน ภาพอาจเป็น คอนสตันซ่า คาวารอส หรืออาจจะเป็น อิสซาเบลลา เดสเต ผู้อื้อฉาว หรืออาจเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ ทั้งนี้ ก็เพราะได้ปรากฎว่า มีโมนา ลิซ่า (เปลือย) หลายภาพในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็น ที่โด่งดังมากกับภาพเปลือยของสาวผู้นี้

          นอกจากนี้จากการที่ลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวก รักร่วมเพศ จึงเกิดการสันนิษฐานว่า โมนา ลิซ่า ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นภาพเหมือนจำแลง เพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่ง ซึ่งศิลปินมักเลี้ยงไว้ติดสอยห้อยตามในสตูดิโอ บ้างก็มีการนำภาพเหมือนของ ลีโอนาร์โดมามาเปรียบเทียบกับภาพของ โมนา ลิซ่า แล้วก็สรุปเอาดื้อๆว่าภาพเขียนอันลือชื่อนี้แท้ที่จริงคือ ภาพของ ลีโอนาร์โด ดาวิน ซี่ เองที่แปลงกาย แต่งตัวเป็นสตรีเพศ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริม ต่อไปว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนา ลิซ่า คือลายเซ็นลับของ ดาวินซี่เอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire)

          แม้ว่าบุคคลในภาพ โมนา ลิซ่า ยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองภาพนี้ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง นั่นก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลีโอนาร์โด ไม่ยอมพรากจากภาพเขียนนี้ และเขาได้นำติดตัวพร้อมกับทรัพย์สินสินมีค่าอื่นๆที่เขารัก หวงแหน ออกจากกรุงโรมเมื่อครั้งเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเป็นศิลปินแห่งราชสำนักของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (ค.ศ. 1479-1547) ใน ค.ศ. 1517 ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ครอบครองภาพ โมนา ลิซ่า คนแรกก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งโปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระราชวัง ฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนา ลิซ่า จึงถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทม และมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดาม ลิซ่า"

          มุมมอง ทัศนะคติ และ ความคิดเห็นความรู้สึก ต่างๆ ที่มีต่อ Mona Lisa นั้นมีมากมายเหลือเกิน "จูลส์ มิเชอเลต์" ได้พรรณนาไว้ใน หนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสว่า "ภาพเขียนนี้ดึงดูดข้าพเจ้า พรํ่าเรียกข้าพเจ้า รุกรานข้าพเจ้า ซึมซาบเข้าไปในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตรงลิ่วเข้าไปหาโดยไม่รู้สึกตัว ประดุจนกบินดิ่งเข้าไปในปากงูพิษ" นี่คือทัศนคติต่อ Mona Lisa ในศตวรรษที่ 16 ที่มองความงามในแบบอุดมคติ แต่มุมมองจากนักวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 กลับมองไปอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรแมนติคส์ที่มองว่า โมนา ลิซ่า เป็นสตรีมรณะ (Femme fatale) หรืออีกนัยหนึ่งคือสตรีผู้ยื่นความตายแก่บุรุษ

          สำหรับ เธโอฟิล โกติเอร์ (Theophile Gautier) โมนา ลิซ่า มิได้เป็นสาวน้อยที่มี รอยยิ้มแสนหวานงามปานกลีบกุหลาบ ตามที่วาซารีเคยพรรณนาไว้แต่จะเป็นสาววัย สามสิบที่ร่องรอยแห่งเลือดฝาด และความสดใสแห่งชีวิตเริ่มที่จะอันตรธานหายไป สีของอาภรณ์ และผ้าคลุมผมของเธอ ซึ่งหมองคลํ้าเพราะกาลเวลา ทำให้เธอดูเหมือนหญิง หม้ายที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์โศก

          อันที่จริงแล้ว ลักษณะรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า ที่มีการตีความไปต่างๆนานานั้น สามารถ พบเห็นได้ในภาพเขียนอื่นๆของ ดาวินซี่ เองเช่น รอยยิ้มที่แฝงความอ่อนโยนและการุณย์ ของเซนต์แอนน์ หรือพระแม่มารี หรือแม้กระทั่งรูปปั้นในยุคโบราณของกรีก ในศตรวรรษที่ 19 มีผู้เห็นว่าภายใต้รอยยิ้มยากที่จะหยั่งลึกของ โมนา ลิซ่า นี้กลับแฝงไว้ด้วย ปริศนาอมตะ แห่งอิสตรี ส่วนนักจิตวิเคราะห์อย่าง ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund freud) ก็ตีความหมายว่า "ลีโอนาร์โดหลงไหลรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า" เพราะมันคือสิ่งที่หลับไหล ภายในจิตใจ และความทรงจำในอดีตของเขาที่ผ่านมานานแล้ว รอยยิ้มนี้ถอดแบบพิมพ์ มาจากคาเตรีนาผู้ที่เป็นมารดา สำหรับนักสุนทรียศาสตร์อย่าง วอลเทอร์ เพเทอร์ (Walter Pater) พรรณนาไว้ว่า "เธอมีอายุแกกว่าหินผาที่ห้อมล้อมเธอ ประดุจหนึ่งปีศาจดูดเลือด เธอได้ตายมาแล้วหลายคราและหยั่งรู้ความลึกลับแห่งหลุมศพ"

          พอมาถึงต้นศตรวรรษที่ 20 ผู้คนรุ่นใหม่ๆ เกือบที่จะไม่ได้แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และทัศนคติต่อโมนา ลิซ่า เสียแล้ว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1911 ในเวลา เช้าตรู่ข่าวการโจรกรรมภาพ Mona Lisa ออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ปรากฎต่อมวลชน ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอ และจับกลุมผู้โจรกรรมได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ปรากฎว่าคนที่โจร- กรรมโมนา ลิซ่าไป ก็คือคนที่ทำความสะอาดในพิพิธภัณฑ์นั่นเอง สถานที่ค้นพบ โมนา ลิซ่า นั้นก็คือเมือง ฟลอเรนซ์บ้านเกิดของเธอนั่นเอง ในปัจจุบันนี้โมนาลิซ่าได้รับการ ทะนุถนอมเป็นอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถลักพาตัวเธอได้อีกต่อไป มีสิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ตั้งแต่การหายลึกลับของ โมนา ลิซ่าเป็นระยะเวลายาวนานในคราวนั้น มีผู้ที่ไปดูโมนา ลิซ่าบางคนบอกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นเปลี่ยนไป โดยที่ตั้งข้อสงสัยว่า เธออาจไม่ใช่ โมนา ลิซ่า ตัวจริง

          เมื่อปี ค.ศ. 1974 โมนาลิซ่าถูกนำไปแสดงที่กรุง มอสโก และโตเกียว โดยเฉพาะที่ โตเกียวมีผู้คนมาเข้าแถวชมเพื่อยลโฉมเธอถึง 2 ล้านคนในช่วงเวลาแค่ 3 เดือน

THE TIME MACHINE

นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีการนำเรื่องนี้ไปเปิดประเด็นถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนมีนิยาย หนังสือ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่มี ไทม์ แมชชีนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่มากมายเลยครับ มันเป็นความฝันสำหรับนักวิทยาศาตร์ และ ความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาผู้อยากที่จะรู้อดีต ทำนายอนาคต เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ยังคงรอการพิสูจน์-
และทำให้มันเป็นจริงขึ้นมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน … กับ เครื่องจักรพิศวง ไทม์ แมชชีน

บรรดานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของโลกที่กำลังทุ่มเทการวิจัยเรื่องนี้กันอย่างหนัก ก็เริ่มมีเค้าของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมากสำหรับเรื่อง ไทม์ แมชชีนหรือการท่องเวลา
ออกมากันบ้างแล้ว โดยบรรดานักวิจัยจากแคลิฟอร์เนียและกรุงมอสโควเค้าประกาศออกมาแล้วว่า การท่องเวลา (Time Travel) นั้น มีความเป็นไปได้อยู่ทีเดียว !! ซึ่งพวก
เค้าได้สร้างห้องแล็ปที่เรียกว่า TARDIS ขึ้นมา และเริ่มทดลองโดยนำพื้นฐานมาจากสมการของนักฟิสิกส์เอกของโลก อัลเบิร์ท ไอนสไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยา-ศาสตร์กลุ่มนี้กล่าวว่ามันอาจยากมากในการวิจัยและทดลองให้มันเป็นจริงหรือใกล้ความจริง แต่ก็มีความเป็นไปได้มากทีเดียว
บางทีอาจจะดูเหมือนเป็นการฝืนกฎของธรรมชาติ ที่บัญญัติเอาไว้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องดำเนินครรลองไปข้างหน้าเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทำตัวเหนือธรรมชาติ-
อย่างนี้ แน่นอนว่าธรรมชาตินั้นมีสิทธิ์ขาดในการดูแลจัดสรรปันส่วนทุกอย่างบนโลกนี้ได้อย่างลงตัวและถูกต้องมากที่สุดแล้ว กระนั้นมนุษย์เราก็ยังอาจหาญที่จะฝืนธรรม -
ชาติในกฎเกณฑ์หลายๆอย่าง เช่น การตัดต่อพันธุกรรมซึ่งกระทำตนประดุจเป็นพระเจ้า เริ่มจะสร้างเครื่องข้ามเวลาและการคิดค้นยาอายุวัฒนะ ซึ่งเป็นกฎเหล็กของธรรม
ชาติที่มนุษย์เราไม่ควรฝ่าฝืน การท่องเวลานั้นบางทีฟังดูเหมือนว่ามันจะเป็น สิ่งที่ขัดแย้งกันเอง (Paradoxes) อยู่ในหลายๆด้าน คุณลองจินตนาการดูว่าวันหนึ่งเรานั้น
สามารถที่จะประดิษฐ์เครื่องไทม์ แมชชีนได้สำเร็จและเดินทางย้อนไปยังอดีต และเกิดนึกสนุกขึ้นมาทำให้คุณพ่อคุณแม่ของเราไม่ได้พบกัน และทำให้เราไม่ได้เกิดขึ้นมา -
และพอเรากลับมายังอนาคต ซึ่งเราก็ยังเป็นตัวเราอยู่ ?? ดูแล้วมันออกจะแปลกๆ ในเมื่อเราในอดีตไม่ได้เกิดมา แล้วตัวเราในอนาคตหรือในขณะนี้นั้นเป็นใคร ?? เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะมีอนาคตของหลายๆ มิติอนาคต ซึ่งจะแยกย่อยออกไปตามเหตุการณ์ที่เจอหรือเกิดขึ้นตามแต่ละมิติเวลาในช่วงนั้น

จากความคิดตรงนี้ละครับที่ทำให้มันดูเหมือนว่า การย้อนเวลาขัดแย้งกันเองด้วยกฎของธรรมชาติ อย่างที่ว่าไป ถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งก็คือ อดีต เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ เราไม่สามารถทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้แล้ว อาจจะคิดได้ในแง่ว่าช่วงเวลาของอดีตหรือของอนาคตที่มีนั้นมีอยู่เพียงมิติเดียว แต่ถ้ามีอยู่หลายมิติเวลาล่ะก็เป็นอีกเรื่องนึง!!! ส่วนที่กล่าวไปก็คือ กลุ่มที่มีข้อโต้เถียงเรื่องที่ว่าการท่องเวลานั้นเป็นไปไม่ได้นั่นเอง

สมการทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ของไอน์สไตน์นั้น Roger Penrose นักวิทยาศาสตร์วิจัยจาก Oxford University เคยได้เสนอทฤษฎีของเขาเรื่องที่ว่า เมื่อมวลวัตถุถูกดูดเข้าไปนั้นจะไปอยู่ยังใจกลางของหลุมดำด้วยแรงดึงดูด ซึ่งตรงนั้นเรียกว่า Singularity และ เจ้ามวลวัตถุชิ้นนั้นก็จะถูกบดขยี้เป็นโจ๊กเละไป เป็นทฤษฎีที่มีมา 30 ปีแล้ว แต่ในปี 1960 นักคณิตศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ Roy Kerr ได้พบว่าหลุมดำนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เขาพบว่าช่วงที่เราเรียกว่าSingularity นั้นมีการขยับหรือขยายตัวเป็นวงแหวน ตรงนี้และครับที่ Roy คิดว่าถ้าสามารถที่จะผ่านรูตรง Singularity และออกมาได้ ก็อาจจะไปโผล่เอาที่หรือเวลาอื่นได้ เขาตั้งทฤษฎีนี้ว่า Roy Solution แต่กว่าจะเป็นที่ยอมรับให้ความสนใจและศึกษากันต่อก็มาเอาในอีก 10 ปี ให้หลัง ในปี 1970 นั่นเอง

หลังจากที่ค้นพบว่า มีหลุมดำอยู่ในแกแล็คซี่ทางช้างเผือกของเรา และในใจกลางของแกแล็คซี่อื่นๆ อีก ทำให้เริ่มมีการสนใจ ศึกษาและค้นคว้ากันอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น ต่อมาในปี 1980 Rip Thorne หัวหน้าของ CalTech ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพของโลกได้ทำการพิสูจน์ และได้บทสรุปว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เรื่องท่องเวลาน่ะ ไม่น่าจะเป็นจริงได้ แต่ถ้ามีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่พอจะสามารถจับหรือควบคุมหลุมดำเอาไว้แล้วศึกษาให้ดีก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งตรงจุดนี้ก็ไปตรงกับข้อสันนิษฐานของทฤษฎี Kerr Solution และอีกข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งของ Kerr Solution ก็กล่าวว่าบางทีหลุมดำอาจจะไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว หรือ ก็คืออาจจะมีหลุมดำที่เป็น "ประตู" อยู่ หรือที่เรียกประตูนี้ว่า หลุมหนอน (Wormhole) เจ้าหลุมดำชนิดนี้ที่ว่ามันเป็นประตูสู่กาลเวลา เป็นตัวเชื่อมระหว่างหลุมดำในมิติ
หรือจักรวาลอื่น หรือที่เรียกได้ว่าเป็น Multiverse โดยใช้หลักการที่เรียกว่าการ Warp ซึ่งต่อมาภายหลังจากหนัง Sci-Fi เราจะเห็นลักษณะของการ Warp เป็นไปในรูปของการเดินทางข้ามจักรวาลอย่างเร็วแบบเข้าสู่ Hyper Space ซึ่งก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ผ่านกาลเวลา

อย่างที่ทราบกันละครับว่าเรื่องของเวลาและเกี่ยวกับการท่องเวลานั้นเริ่มต้นมาจากความรู้ในด้านสาขาวิทยาศาสตร์ หรือถ้าจะเจาะจงลงลึกไปมากกว่านั้นก็คือสาขาฟิสิกส์นั่นเอง โดยริเริ่มมาจาก อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์เอกของโลกและต่อมาก็ได้มีผู้สืบสานงานต่อจากเขาอีกมากมาย แตกแขนงออกมาเป็นอีกหลายทฤษฎี มีทั้งผู้ที่เชื่อว่าด้วยกฎฟิสิกส์นั้นเป็นไปได้กับการสร้าง ไทม์ แมชชีนขึ้นมาแต่ ณ เวลานี้ยังทำไม่ได้ และ พวกที่เชื่อว่าไม่น่าทำได้ สรุปก็คือมีเชื่อกับไม่เชื่อนั่นเอง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนทฤษฎีการท่องเวลาให้เป็นจริงได้ ก็คือ หลุมหนอน (Wormhole) หรือ คือจุดเชี่อมระหว่างมิตินั่นเอง ว่ากันว่าโดยข้อสัน
นิษฐานของทฤษฎี Kerr Solution ได้กล่าวเอาไว้ว่าเจ้าหลุมหนอนเนี่ยก็เป็นหลุมดำชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากหลุมดำอื่นๆ ซึ่งจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเข้าไปในตัว ด้วยแรง
ดึงดูดที่มหาศาลจนแม้กระทั่งแสงก็ไม่อาจหนีจากมันได้ จากนั้นก็จะโดนบดขยี้แหลกเหลวด้วยแรงกดอันมหาศาล แต่ว่าเจ้าหลุมดำหรือหลุมหนอนของนาย Kerr เนี่ย มัน-
ไม่ได้ดูดกลืนอย่างเดียว แต่มันจะ "พ่น" สิ่งที่ดูดกลืน จากฟากหนึ่งของตัวมันมาออกยังอีกจุดหนึ่งด้วย หรือทำหน้าที่คล้ายๆ "ปาก" นั่นเอง

ได้มีการสันนิษฐานกันว่า มันน่าจะเป็นประตูเชื่อมกันระหว่างจักรวาลกับจักรวาล เวลากับเวลาและมิติกับมิติ ซึ่งตรงกลางภายในรอยต่อเชื่อมนี้หรือโพรงนี้อาจจะมีการบิดเบี้ยวของบรรยากาศเกิดซึ่งเกิดจากบางสิ่ง หรือก็คือ Singularity ที่ได้กล่าวไปนั่นเอง ซึ่งตรงนี้เองอาจจะทำให้เกิดรอยต่อของมิติขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของทางออก และ อาจทำให้เกิดการ วาร์ป (Warp) ผ่านจักรวาล และเวลาได้ แต่หลุมดำไหนล่ะที่จะเป็นประตูมิติเวลา และ หลุมดำไหนล่ะที่จะเป็นสุสานของจักรวาล ?? คำถามนี้ก็ต้องรอคำตอบกันไปก่อน ส่วนถ้าคิดต่อไปอีก ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่า แล้วเราจะ "ควบคุม" หลุมหรือช่วงเวลาหรือการบิดเบี้ยวของช่องมิติได้ยังไง ?? หรือจะให้ไปโผล่ยังจุดที่ต้องการได้ยังไงล่ะ ?? คำตอบน่ะเหรอครับ ก็คงต้อง"รอ" กันไปก่อน

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

           เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และ สาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า สาหร่ายซากัสซั่ม โดยสาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และเหตุเหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณที่เคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
          
          ท้องทะเลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด -เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือต่อไปอีกนาน    
          อาณาเขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของ
ทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล โดย ภูเขาทะเลก็คือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ์ใดๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์

          เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนก็คือ เรือจะถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวกเหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็น พวกฟินีเชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ ก็เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือ รอยแกะสลักบนแผ่นหินของพวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่า

          เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มีแรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือทั้งหลายให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งก็ตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาดมหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำ เข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา
เรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตรายมาได้

     ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้าก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

          เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
          
รายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้
เครื่องบินแบบเดียวกับเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ของฝูงบินที่ 19 ที่หายสาบสูญไปทั้งฝูง พร้อมทั้งชีวิตนักบินและพลเรือนประจำ 
เครื่องรวม 14 นาย ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945
เครื่องบินแบบ kc 135 ของกองทัพอากาศสหรัฐได้หายไป 2 เครื่องในเวลาเดียวกันเมื่อเดิน สิงหาคม 1963

อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการสูญหาย หน่วยยามฝั่งที่เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลวที่จะพบพยานหลักฐานซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุดกองทัพเรือสหรัฐก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใดๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้งๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่องราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่างๆ และเชื่อว่า จะต้องมีแรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวรายงานว่ามีนักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดีจวบจนกระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใดที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับ และความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้

วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหลักการ
          ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบินในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม มีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง

          ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและ แหล่งหินประการัง มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วย -กระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่างๆ นี้ พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง ทำให้ปลาที่ว่ายวนอยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วยกำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตราย ต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบิน ให้จมลงสู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยาก พายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆ ฟุตกลางอากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ ก็เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมา ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีความสูงร่วมร้อยฟุตเลยที่เดียว

ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คือ การผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใด ที่เรียกกันว่า "แค๊ท (Cat - clear air turbulenec)" โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเน หรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิอากาศ โดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศ สาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็ว จะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่าย แต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้น จะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญ ของเครื่องบินทุกลำใน-บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่างๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบิน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไป

การแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบาย-หรือทราบสาเหตุของมันได้

ปริศนาเรืออาร์คของโนอาห์

So God said to Noah, "I am going to put an end to all people, for the earth is filled with violence because of them. I am surely going to destroy both them and the earth. So make yourself an ark of gopher wood; make rooms in it and coat it with pitch inside and out. This is how you are to build it: The ark is to be 300 cubits long, 50 cubits wide and 30 cubits high. Make a roof for it and finish the ark to within one cubit of the top. Put a door in the side of the ark and make lower, middle and upper decks. I am going to bring floodwaters on the earth to destroy all life under the heavens, every creature that has breath of life in it..." Genesis 6:13-17

ข้อความข้างต้นมาจากพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ ก่อนที่น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นตำนานที่รู้จักกันดีกับเรื่องของโนอาห์ และ เรืออาร์ค แน่ล่ะครับ เรื่องน้ำท่วมโลกนี้ มีจริงแท้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลักฐานทางธรณีวิทยานั้น ระบุไว้ชัดเจนมากๆ ถึงกระนั้นเราก็แน่ใจไม่ได้หรอกว่า น้ำท่วมโลกนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หรือการดลบันดาลจากพระผู้เป็นเจ้ากันแน่ จะอย่างไหนก็ช่าง ถ้าเคยน้ำท่วมโลกมาแล้วจริงๆ เรือของโนอาห์ก็น่าจะมีอยู่จริงเหมือนกันสิน่า ... นักคิดหลายคนเคยคิดกันอย่างนั้น และนั่นก็เป็นต้นตอของการค้นหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งของชาวคริสต์ วัตถุสำคัญชิ้นมหึมาที่หลายคนคาดกันว่า มันต้องซุกซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งของโลกนี้อย่างแน่นอน

ในปี ค.ศ. 2959 นักบินที่ทำหน้าที่ทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศของ NATO ได้บังเอิญไปพบสิ่งประหลาดบริเวณที่สูงขึ้นมาจากตีนเขา ของเทือกเขา Ararar ราวๆ 15 ไมล์ ร้อยเอก Ilhan Durupinar แห่งกองทัพอากาศตุรกีรู้สึกพิศวงกับสิ่งประหลาดที่ค้นพบนั้น เขาจึงศึกษามันด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า stereoscopic และพบว่า สิ่งประหลาดดังกล่าว มีรูปทรงคล้ายกับเรือลำหนึ่ง เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบอีกทีโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ Dr. Arthur Brandenberger โดย
ท่านด็อกเตอร์ยืนยันว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นของจริง และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของแสงเงาแต่ประการใด ดูเหมือนว่าวัตถุที่รูปทรงคล้ายเรือลำนั้น จะเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของเทือกเขามาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่า ... เรือลำเบ้อเริ่มลำนั้น ขึ้นไปทำธุระอะไรบนเทือกเขาสูงชันและหนาวเหน็บของตุรกีกันเล่าครับ ? จากสถานที่ที่พบ สิ่ง-
เดียวที่จะเชื่อมโยงปริศนาชิ้นดังกล่าว และเป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนพอจะหวนระลึกถึงได้นั้นก็คือ เรืออาร์คของโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

การค้นพบของนักบินชาวตุรกีผู้นั้น หาได้เป็นการค้นพบเรือปริศนาจากยุคสมัยแห่ง Genesis ตามพระคัมภีร์เป็นครั้งแรกไม่ เอกสารและบันทึกตั้งแต่สมัยโบราณหลายชิ้น ได้กล่าวอ้างถึงการพบเห็นเรือ(ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเรือ)อาร์คอยู่หลายต่อหลายครั้ง Epiphanius บิชอปแห่งซาลามิส ได้ทรงบันทึกส่วนพระองค์เป็นข้อสังเกตเอาไว้ว่า เรืออาร์ค น่าจะยังคงอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า "mountains of the Gordians," แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่น ก็ไม่ได้เห็นอะไรที่สื่อไปถึงโนอาห์เลยแม้แต่น้อยนอกจากดินที่แห้งผาก นักท่องเที่ยวในสมัยศตวรรษที่ 12 Benjamin of Tudela กล่าวว่า Omar Ben al-Khatab เป็นผู้ทรงสั่งเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าว เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงจะสร้างมัสยิด

จากหลักฐานและบันทึกที่ได้พบดังกล่าว นำมาซึ่งข้อโต้เถียงมากมาย เกี่ยวกับเรืออาร์คของโนอาห์ลำนี้ ว่ามันควรจะตั้งอยู่ในสถานที่ใดกันแน่ ก็เพราะว่าส่วนนึงในไบเบิลระบุว่า เรืออาร์คของโนอาห์อยู่ในเทือกเขา Ararat นี่เองแหละ นักศาสนวิทยาและนักโบราณคดีในสมัยก่อน จึงเล็งความสนใจไปที่ตัวภูเขา Ararat เอง ซึ่งสมัยนั้นไม่มีหรอกครับชื่อภูเขานี้ เพราะฉะนั้นต่อให้พลิกแผ่นดินหา เหมือนคิงอาร์เธอร์ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังหาไม่เจออยู่ดี ทำไมน่ะหรือครับ ? ก็เพราะว่า สมัยก่อนภูเขาดังกล่าวไม่ได้ชื่อนี้น่ะสิชื่อของมันที่เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณก็คือ Amenia แถมข้อความในไบเบิลยังระบุเอาไว้แบบคลุมเคลือ จนแทบจะตีความไปได้ว่า เรืออาร์ค อาจจะจอดนิ่งอยู่บริเวณไหนเทือกเขาใดก็ได้ในแถบนั้น สำหรับในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของโนอาห์กับเรืออาร์ค ระบุเอาไว้ว่า เรือของโนอาห์จอดอยู่บนยอดเขาที่ชื่อ Judi

บุคคลปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนปีนขึ้นไปพบเรืออาร์คอย่างเป็นทางการ มีชื่อว่า James Bryce แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด Bryce ใช้กิจกรรมยามว่างทำโดยการปีนภูเขา Ararat เล่นในปี 1876 ที่ใกล้ๆกับบริเวณยอดเขา เข้าได้พบแท่งอะไรบางอย่างยาว 4 ฟุตโผล่ขึ้นมาจากน้ำแข็ง และอย่างไม่มีเหตุผลกลใดมาดลใจ ตัวเขาเองคิดว่า เจ้าสิ่งที่โผล่ขึ้นมานั้น น่าจะเป็นเรืออาร์คในตำนานอย่างแน่นอน ถัดมาในปี 1892 John Joseph Nouri นักสำรวจอีกผู้หนึ่งประกาศต่อสาธารณชนว่า เขาก็เคยพบเรืออาร์คลำดังกล่าวเช่นเดียวกัน หลังจากสำรวจและเข้าไปดูบางส่วนของลำเรือ เขาพบว่า ลำเรือมีความยาว 300 ศอกดังที่บันทึกไว้ในไบเบิลทุกประการ
ภาพถ่ายจากเหนือชั้นบรรยากาศ ของเทือกเขา Ararat

ก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 จะมาถึง มีนักสำรวจและทีมนักโบราณคดีมากมาย ได้ปีนภูเขาดังกล่าว เพื่อขึ้นไปดูสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นเรืออาร์คให้เห็นกับตา มีหลายทีมที่ได้สำรวจวัตถุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่แล้ว ... เรื่องน่าเศร้าที่เกิดกับวงการโบราณคดี ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัตถุทรงค่าชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็เกิดขึ้น ใช่แล้วครับ เหตุผลทางด้านการเมือง และก็
สงคราม ทำให้ทางรัฐบาลสั่งยุติการสำรวจบริเวณเทือกเขา Ararat และก็อนุญาตเฉพาะทีมสำรวจบางทีมที่รัฐบาลเห็นว่าไว้ใจได้ เข้าไปด้อมๆมองๆได้ แต่ก็ต้องอยู่ในสายตาของทางทหารตลอดเวลา

ในปี 1984 Ron Wyatt ได้ชักชวน Jim Irwin และเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคน กลับไปยังไซต์ขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเคยเลิกราการขุดไปเมื่อปี 1959 ที่ผ่านมา การขุดค้นและสำรวจในครั้งนั้น มีการประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1960 หรือหนึ่งปีถัดมาว่า พบเรื่องราวคืบหน้า เกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเรืออาร์คของโนอาห์ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล Wyatt ใช้เวลาหลายครั้งในการเทียวสำรวจไซต์ขุดเจาะดังกล่าว และได้พบหลักฐานบางชิ้นที่น่าสนใจคือ แผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีรูและรอยตัดถึง 11 ชิ้น แต่ละชิ้นหนักตั้งแต่ 4-10 ตัน หินเหล่านี้ทำหน้าที่ผูกติดเป็นสมอเรือ เพื่อยึดเรืออาร์ค (ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนนะครับ) เอาไว้ โดยอาศัยเชือกและรูหรือรอยตัดดังกล่าว ก็มีไว้เพื่อให้เชือกลอดผ่านนั่นเอง หินเหล่านั้นอยู่ห่างจากบริเวณลำเรือราวๆ 10 ไมล์ ในตอนที่ค้นพบนั้น Wyatt เชื่อว่า โนอาห์คงเป็นคนตัดมันออกเมื่อเขาค้นพบว่า เข้าใกล้จะมองเห็นแผ่นดินที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมแล้ว

David Fasold หนึ่งในนักสำรวจที่ไปกับ Wyatt ได้อาศัยวิทยาการสมัยใหม่สำรวจเรืออาร์คอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุที่เกือบทั้งหมดของมันจมไปกับน้ำแข็งแล้ว สิ่งที่ทำได้ จึงมีเพียงแต่ใช้เรดาร์มาสำรวจ และเก็บเอาชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะพบได้ ส่งไปที่ห้อง Lab เพื่อทำการวิจัยเท่านั้นเอง สิ่งที่เรดาร์บอกพวกเขาก็คือ มีวัตถุขนาดใหญ่บางอย่าง ฝังตัวอยู่ในเทือกเขา Ararat เจ้าวัตถุที่ว่ามีปฏิกิริยาของโลหะ และมีโครงสร้างกลวงอยู่ภายใน ดูคล้ายกับว่า มันถูกเจาะให้มีลักษณะคล้ายห้องยังไงยังงั้นล่ะครับแต่ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่สิ่งที่เป็นผลการสำรวจจากห้อง Lab ต่างหาก ชิ้นส่วนของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นลำเรือนั้น ดูเหมือนไม้ที่กลายเป็นหินก็จริง แต่ว่ามันขาดสิ่งที่ไม้ทั่วไปตามธรรม
ชาติมี นั่นคือ วงแหวนการเจริญเติบโตนั่นเอง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่งงเต็ก เพราะในไบเบิ้ลระบุว่า ลำเรือทำมาจากไม้ Gopher แต่เจ้าเรืออาร์คลำนี้ ดูยังไงก็ไม่ได้ทำจากไม้เลย-
ครับ แต่ก็อีกนั่นแหละ ไบเบิ้ลถูกเล่าขานกันมานานปากต่อปาก บางทีการแปลจากต้นฉบับก็ต้องมีผิดเพี้ยนบ้าง บางที ไม้ Gopher ที่เอามาใช้สร้างเรือ อาจมาจากข้อมูลที่บัน -ทึกผิดๆต่อกันมาก็ได้ มันอาจจะทำจากหินหรือวัสดุคล้ายโลหะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

David Fasold ให้ข้อสังเกตุว่า เรืออาร์คลำดังกล่าว ไม่น่าจะใช่เรืออาร์คดังที่คิดกันไว้เสียแล้ว เพราะทั้งวัสดุที่ใช้สร้าง รวมไปถึงลักษณะของลำเรือ มันผิดไปจากแบบของเรือในยุคก่อนเมโสโปเตเมีย เอามากๆครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็น่าจะมีเศษเสี้ยวอะไรที่เชื่อมเข้ากับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์บ้าง แต่ว่านี่ไม่เลย โดยเขานั้นก็ได้
วิเคราะห์ชิ้นส่วนบางชิ้น ที่เชื่อกันว่าเป็นชิ้นส่วนจากลำเรือ และก็พบว่ามันมีส่วนผสมของโลหะอยู่ ภายใต้ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญอย่าง Gene Collins แห่ง the De- partment of Geological Sciences ผลจากการเทสต์ถึง 2 ครั้งพบว่า มันเป็นวัสดุที่เกิดจากธรรมชาติโดยแท้ ส่วนเจ้าสมอเรือที่ค้นพบนั้นเล่าครับ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจาก หินธรรมดาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่แถบนั้น เป็นผลงานของธรรมชาติอีกตามเคยครับ ไม่ใช่สมอเรือที่เชื่อกันว่า โนอาห์นำมาจากดินแดนเมโสโปเตเมีย อันเป็นที่ๆเขาหนีน้ำท่วมมาแต่อย่างใด

ผลสรุปที่ออกมาคือ เจ้าสิ่งที่ทีมสำรวจค้นพบในตอนหลังนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติครับ สภาพภูมิอากาศ การกัดกร่อน และความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้หินปนโลหะแท่มหึมา กลายมาเป็นลำเรือขึ้นมาลำหนึ่ง มหัศจรรย์นะครับธรรมชาติเนี่ย แม้ว่า Wyatt จะได้นำแผ่นจารึกโบราณ ซึ่งค้นพบบริเวณที่เชื่อว่าลำเรือฝังตัวอยู่ มาแสดงต่อสาธารณชน นักโบราณคดีก็ยังคงสรุปออกมาว่า มันเป็นแผ่นจารึกของนักท่องเที่ยวโบราณ ที่ทิ้งเอาไว้ในบริเวณที่พวกเขา ขึ้นไปสำรวจสิ่งที่พวกเขาเชื่อกันว่า เป็นเรืออาร์คอันศักดิ์สิทธิ์เสียมากกว่า
ภาพถ่ายที่เคยถ่ายได้เมื่อปี 1949 ที่แสดงให้เห็น "สิ่งผิดปกติ" บางอย่างบนเทือกเขา Ararat ก่อนที่มันจะถูกฝังไปด้วยพายุหิมะที่พัดอยู่ตลอดปี

ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เรืออาร์คของโนอาห์ อยู่บริเวณใดกันแน่ จนกว่าสักวันที่ใครสักคนค้นพบเรือความยาว 450 ฟุต บนยอดเขา Ararat หรือ พบเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลดำ หรือ ที่ใดที่หนึ่งซึ่งนักล่าสมบัติกำลังค้นหาเรือาร์คของโนอาห์นั่นแหละครับ เรื่องทุกอย่างจึงจะยุติลง

ที่มาของแม่มด

          คำว่าแม่มด หรือ witch แผลงมาจากคำว่า wit ในภาษาแองโกลแซกซอน หมายถึงหยั่งรู้ ต้องการรู้

          ดังนั้นแม่มดจึงหมายถึงพวกที่ต้องการหาความรู้(ในศาสตร์ลึกลับเหนือธรรมชาติ)ส่วนพ่อมดทีเรียกว่า Wizard แปลว่าผู้วิเศษ ตำนานพ่อมดแม่มดไปไกลถึงสมัยดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะสมัยกรีกโบราณซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยเทพย์นิยาย
ในสมัยนั้นฐานะของพ่อมดแม่มด เป็นผู้ได้รับการนับถือ โดยยกย่องเป็นผู้ที่ให้ความรู้, หมอรักษาโรค, ที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ หรือบางครั้งก็เป็นสื่อกลางกับเทพเจ้า จนต่อมาภาพพจน์ได้ตกต่ำลง

          ผ่านมาหลายทศวรรษความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะเมื่อฮอเรช กวีชาวโรมัน เขียนถึงแม่มด2 ตน ชื่อคาดิเนีย และซากาน่า ซึ่งฮอเรชได้บรรยายไว้ว่า เป็นหญิงชราที่น่าเกลียดน่ากลัว ฟัน ยื่น คางงุ้ม ใบหน้าขาวซีด ผมสกปรกยุ่งเหยิง ไม่สวมรองเท้า กำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในป่าช้า และฉีกเนื้อลูกแกะออกเป็นชิ้นๆด้วยมือเปล่า
          พวกเธอทำคุณไสย ด้วยการเอาเทียนมาปั้นเป็นรูปของเหยื่อ และวิงวอนให้เทพธิดาแห่งนรก และนางปีศาจที่มีผมเป็นงูมาทำร้ายศัตรูของนางทั้งสอง จากนั้นงูและสุนัขนรกจำนวนมากก็ปรากฎตัวขึ้น ภูติผีปีศาจส่งเสียงโหยหวน รูปปั้นขี้ผึ้งถูกโยนไปในกองไฟ ไฟลุกโชน ภาคลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่ติดใจทุกคนจนทุกวันนี้นั่นเอง...


กิจกรรมของแม่มด
          บางคนเชื่อว่า แม่มดเป็นพวกนอกรีต และเป็นสาวกแห่งซาตาน ว่ากันว่า แม่มด จะถวายเครื่องเซ่นซาตาน ด้วยคางคก แล้วซาตานจะใช้เล็บสักยันต์ให้ตรงหว่างคิ้ว เพื่อเป็นเครื่องหมายได้เป็นแม่มดแล้ว หญิงนั้นจะถือเทียนดำพร้อมกับเตะและกระทืบไม้กางเขน จากนั้นจะเต้นรำกับบริวารที่เป็นแพะสีดำไปกับบทเพลงปิศาจ และกินคางคกต้ม งานเลี้ยงจะดำเนินไปจนรุ่งเช้า พอไก่ขันพวกปิศาจก็จะหายวับไป

          ว่ากันว่าแม่มดสามารถแปลงกายได้หลายอย่าง ทั้งคางคก งูพิษ หมาป่ากินคน แมว และสัตว์ร้ายอีกมากมาย
          ปลายเดือนตุลาคมของทุกปี ประเทศยุโรปจะมีเทศกาล ฮัลโลวีน (เทศกาลชุมนุมนักบุญตรงกับ 31 ตุลาคม) เทศกาลนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแม่มด เพราะเชื่อกันว่า ผู้ที่มาเคาะประตูขอขนม เล่นเกม โดนหลอกหรือให้ขนม (Trick or Treat) นั้นเป็นแม่มด ถ้าไล่ไปไม่ให้ขนม แม่มดจะดลบันดาลให้มีสิ่งร้ายเกิดขึ้น
          ในสายตาของเด็กๆทั่วไป แม่มดมีเพียงในนิทาน แต่ความจริงก็คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ตะวันตก แม่มดจะถูกกวาดล้างและฆ่า การกวาดล้างไม่ได้ทำให้แม่มดหมดไป แต่กลับมีการฝึกฝนพลังแม่มดมากกว่าสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-17 ที่มีการคลั่งไคล้และศรัทธาแม่มดเสียอีก


การล่าแม่มด
          ศตวรรษที่ 16-17 จำนวนแม่มดในสหรัฐอเมริกามีมากถึง 50,000 คน สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่ วิชาว่าด้วยคุณไสย (witchcraft ) เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ จำนวนแม่มดในออสเตรเลียและยุโรป อาจจะมีจำนวนมากพอๆกัน ก็ได้ แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย มีการเปิดสอนวิชาการแม่มดทางจดหมายซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 40,000 คน ในสมัยก่อนผู้คนต่างเชื่อว่า การเจ็บป่วยและโชคร้ายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
          เชื่อกันว่าเกิดจากความตั้งใจของแม่มด แม่มดเป็นผลพวงของลัทธิป่าเถื่อน ใช้คุณไสยช่วยเหลือผู้คน รักษาโรค นำโชค แต่คุณไสยสามารถนำมาใช้ในทางไม่ดีได้ด้วย ในสังคมอัฟริกานั้นเชื่อว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นจากแม่มดทั้งสิ้น ในซูดานและซาอีร์ เชื่อว่า การเป็นแม่มดนั้นเป็นคุณสมบัติที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ผู้ที่เป็นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นแม่มด สังคมนี้เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากเชื้อโรค ซึ่งตรงกับนิยามทางวิทยาศาสตร์ ผิดแต่เพียงว่า แม่มดเป็นผู้ควบคุมเชื้อโรคเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับคนบางคนเท่านั้น

          ภาพลักษณ์ของแม่มดในสังคมยุโรปนั้นไม่ค่อยชัดเจน แม่มดอาจจะเป็นผู้วิเศษที่ช่วยรักษาโรคและนำโชคดีมาให้ก็ได้ พวกเขาจะรักษาโรคโดยใช้ความรู้ทางยาและสมุนไพรประกอบกับเวทมนตร์คาถา ภาษา ละติน และฮิบรู ที่โดยมากสืบทอดมาจากพวกเคลต์ (Celtic : ชาติวงศ์เมื่อพันกว่าปีของยุโรปกลางและยุโรปตะวันตก) นอกจากคุณไสยจะถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคแล้ว ยังอาจนำไปใช้ในการสาปแช่ง และทำเสน่ห์ได้ด้วย บุคคลใดเชื่อว่าตนถูกสาป จะต้องไปหาแม่มดเพื่อแก้คำสาปนั้น

          เรื่องของคุณไสยและเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในยุคกลาง แม้ในศาสนาคริสต์พลังเหนือธรรมชาติถูกแสดงได้โดยพระเจ้าเท่านั้น

          เรื่องราวของการต่อต้านแม่มดและการใช้คุณไสยเริ่มมีขึ้นก่อนยุคกลาง มีผู้วิเศษออกมากล่าวหาว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้ต่างอะไรกับผู้วิเศษคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจสูงสุดอย่างองค์กรทางศาสนาอ้าง ตั้งแต่นั้นมาองค์การศาสนาก็ทำการต่อต้านผู้วิเศษรวมทั้งแม่มด ฐานแสดงความขัดแย้งต่อพลังอำนาจของพระเจ้า พ.ศ. 2027 องค์กรทางศาสนาโรมันคาทอลิก ประกาศว่า ผู้ใดก็ตามที่ไม่ไช่สมาชิกของศาสนาแต่ปฏิบัติพิธีกรรม การใช้เวทมนตร์ คาถา และมีพลังเหนือธรรมชาติ ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับซาตานและปีศาจ พลังที่ได้มาไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ได้มาจากซาตานและปีศาจ องค์กรศาสนาพยามเผยแพร่ศัตรูของพระเจ้าและสร้างภาพลักษณ์ให้ชัดเจน

          ในช่วงปลายยุคกลาง ปีศาจเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมากขึ้น โดยเห็นได้จาก ภาพวาดของพี่น้องลิมเบอร์ก(Limbourg) แสดงให้เห็นว่า ปีศาจนั้น มีเขา มีหาง มีเท้าเป็นกีบ ปีศาจอาจจะออกมาในรูปลักษณ์อื่นเพื่อหลอกลวง

          แม่มด ถือว่าเป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับและลุ่มหลงในพลังอำนาจของปีศาจ และถือว่าเป็นสาวกของมัน นั่นเป็นเหตุให้มีการล่าและกำจัดแม่มดในเวลาต่อมา

          ในปี พ.ศ. 2133 พระเจ้าเจมส์ ที่ 6 แห่งสก็อต ได้รับทราบแผนลอบปลงพระชนม์ที่เอิร์ล แห่งโบธเวลล์ (Bothwell) เป็นผู้วางแผนโดยใช้คุณไสยของแม่มดเป็นเครื่องมือ พระเจ้าเจมส์มีความเชื่อในอำนาจของปีศาจอยู่แล้ว จึงสืบสวนแม่มดฐานเป็นกบฏ แอกเนส ซิมพ์สัน (Agnes Simpson) หัวหน้าแม่มดถูกนำมาพิจารณาคดีที่ นอร์ธ เบอร์วิก(North Berwick) หลังจากถูกทรมาน

          แอกเนสสารภาพถึงกรรมวิธีต่างๆที่ใช้เพื่อพยายามปลงประชนม์แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากพระเจ้าเจมส์ ทรงเป็นสาวกของพระผู้เป็นเจ้า เป็นผลให้พลังอำนาจของปีศาจไม่สามารถทำอันตรายต่อพระองค์ได้ จากคำสารภาพ ทำให้เหล่าแม่มดมีความผิดจริง จึงถูกประหารโดยการ เผาที่ เอดินเบิร์ก (Edinberg) ส่วน เอิร์ล แห่ง โบธเวลล์ ผู้เป็นราชนัดดาที่ก่อการทั้งหมดได้ลี้ภัยไปอยู่ประเทศชิลี

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ นอร์ธ เบอร์วิก เป็นจุดเริ่มต้นของการล่าแม่มด แม่มดกลายเป็นคนชั่วร้าย สมควรแก่การล่า สังหารโดยการแขวนคอหรือเผาทั้งเป็น นักประพันธ์ผ็ยิ่งใหญ่อย่างวิลเลียม เชกส์เปียร์ (William Shakespeare) ก็ได้นำเหตุการณ์ที่ นอร์ธ เบอร์วิก มาเขียนเป็นละครและจัดแสดงต่อหน้าพระพักตร์ที่พระราชวัง แฮมพ์ตัน (Hamton) เนื้อหาของละครเป็นไปตามเหตุการณ์จริงที่แอกเนสสารภาพ

          ในปี พ.ศ. 2029 มีการพิมพ์คู่มือพฤติกรรมแม่มด เพื่อช่วยในการจับและล่า ในคู่มือจะบอกว่า ส่วนใหญ่แม่มดจะเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชาย จึงถูกปีศาจหลอกได้ง่ายกว่า วิธีที่จะทำให้แม่มดยอมรับสารภาพคือ การทรมานโดยวิธีต่างๆ เช่น การตอกเล็บหรือการทรมานอื่นๆ บางคนต้องยอมรับสารภาพเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว

          บางสมัยมีการสังหารหมู่เหล่าแม่มดในคราวเดียวถึง 600-900 คน วันหนึ่งๆมีผู้หญิงที่ต้องตายเนื่องจากการล่าแม่มดนับพันคน มีตัวอย่างในสมัยพระเจ้าโยฮันจอร์จที่ 2 (Gohannes Georg II ) แห่งเยอรมัน โยฮันเนส จูนิอุส ไม่เห็นด้วยสำหรับการสร้างโรงสำหรับทรมานแม่มดโดยเฉพาะ จึงถูกจำและกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ในที่สุดก็ต้องยอมรับสารภาพและเสียชีวิตเพราะทนรับการทรมานไม่ไหว

          ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เพราะสาเหตุใดความเชื่อเกี่ยวกับการล่าแม่มดและแม่มดเสื่อมสลายไป อาจจะเป็นไปได้ว่า ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ในพุทธศตวรรษที่ 23 เบี่ยงเบนความสนใจ หลังจากนั้นแม่มดไม่ค่อยเป็นที่พบเห็น มีเพียงคนทรงและผู้วิเศษที่ยังพบเห็นกันอยู่ ในพุทธศตวรรษที่ 21-22


แม่มดกับไม้กวาด
          ไม้กวาดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่พวกแม่มดใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของแม่มดไปเลย มีหลายคนสงสัยว่าไม้กวาดบินได้อย่างไร

          ในปี 1477 แม่มดแห่งซาวอยเล่าว่า เธอได้ไม้กวาดจากปีศาจร้าย เมื่อขึ้นขี่ระหว่างขาให้ตะโกนว่า "จงไป ในนามแห่งปีศาจร้าย ไป" แล้วไม้กวาดก็จะบินขึ้นสู่อากาศทันที

          ในปี 1563 มีชายคนหนึ่งเล่าว่าเห็นแม่ของเขาขึ้นขี่ไม้กวาดแล้วพูดว่า "จงไปในนามของปีศาจร้ายและลูซิเฟอร์เจ้าแห่งศิลาและบัลลังก์"

ที่มา : http://webboard.yenta4.com/topic/275286

มังกรมีจริงหรือแค่ตำนาน

โลก เรานี้มีมังกรจริงๆหรือไม่ หรือที่จริงแล้วมันเป็นสัตว์โลกประเภทใดแน่ หนนี้เราจะลองมาวิเคราะห์กันดู ก่อน อื่นเรามาชำแหละกายวิภาค หรืออนาโตมี (ANATOMY) ของเจ้ามังกรว่าเป็นฉันใดกันก่อน
ปีก - น่าจะเป็นอวัยวะสำคัญที่สุด ปีกมังกรละม้ายไปทางปีกค้างคาว สามารถพยุงน้ำหนักลำตัว ได้มากกว่าปีกนกธรรมดาๆ
กระเพาะอาหาร - หลายคนอาจนึกฉงนว่า ไอ้อวัยวะส่วนนี้ มันสำคัญตรงไหนนักหนาก็ไอ้นี่แหละที่ทำให้มังกร มันลอยตัวในอากาศได้ กล่าวคือ ในกระเพาะนั้น ย่อมมีแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยอาหาร ที่มันเขมือบเข้าไป และในกระบวนการย่อยนี้ ก็จะเกิดมีก๊าซไฮโดรเจนขึ้นก๊าซนี้มี น้ำหนักเบากว่าอากาศถึง 14 เท่า จึงพยุงร่างให้ลอยขึ้นได้ นอกจากนี้ ไฮโดรเจนยังเป็นก๊าซไวไฟ เจ้ามังกรจึงใช้พ่นออกมาเผาผลาญอริของมันได้ โดยมันจะเก็บก๊าซนี้ไว้ในถุงลม ถึงยามจำเป็นจึงนำออกมาใช้
กระดูก - สัตว์ที่บินได้ทั้งหลาย ไม่ว่าค้างคาวหรือนก ล้วนมีโครงสร้างกระดูกเป็นโพรงกลวง ทำให้มีน้ำหนักเบา ช่วยให้ลอยตัวในอากาศได้ ดีขึ้น มังกรเองก็มีกระดูกลักษณะนี้เช่นกัน
ตัวจุดประกายไฟ - แม้จะผลิต ก๊าซไฮโดรเจนได้แล้ว แต่ก๊าซย่อมไม่ติดไฟขึ้นได้เอง ต้องอาศัยการเกิดประกายไฟ หรือสปาร์ก (Spark) ในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เจ้ามังกรได้หม่ำเอาหินชนวนเข้าไป พอหินย่อยแล้วก็จะกลายเป็น ผงทองคำขาว หรือแพลทินัม ซึ่งผงดังกล่าวนี้สามารถ ทำปฏิกิริยากับก๊าซไฮโดรเจน แล้วลุกเป็นไฟให้เจ้ามังกรพ่นออกมาได้
นอก จากกายวิภาคแล้ว เค้าก็ยังสันนิษฐานถึงพฤติกรรมดำรงชีวิตของมังกรไว้ด้วย อาทิ
การผสมพันธุ์ - จะเป็นแบบเดียวกับ ลูกหลานของมันประเภทหนึ่งคือ นกอินทรีหัวล้าน (bald eagle) ซึ่งเป็นวิธีการพิสดารไม่เหมือนใคร โดยนกอินทรีตัวผู้ตัวเมียจะใช้กรงเล็บ เกาะกุมกันไว้กลางอากาศแล้วผสมพันธุ์ ช่วงนั้นมันทั้งคู่จะปราศจาก การควบคุมสมดุล และควงสว่านลงมาจากนภากาศ มันจะเสพสมสำเร็จ ในวินาทีก่อนที่จะตกกระทบพื้นดิน แล้วพลันโผผินบินขึ้นสู่ท้องฟ้าผละจากกัน มังกรตัวผู้ตัวเมีย ก็ผสมพันธุ์เฉกเช่นเดียวกับนกอินทรี หากแต่ตอนผละจากกันนั้น มันจะพ่นอัคคีออกมาพวยพุ่งเป็นสองลำในอากาศ
การหลอกศัตรู - เจ้ามังกรตัวน้อยๆนั้น อาจตกเป็นเหยื่อแก่ไดโนเสาร์โหดอย่างที-เร็กซ์ (T-REX) ได้โดยง่าย ใต้ปีกของมันจึงมีรูปดวงตาเบ้อเร่อสีสดใส ยามมีภัยมาใกล้ตัวมังกรน้อยจะกางปีกแผ่ออก ดวงตา คู่ยักษ์จะทำให้ศัตรูประหวั่นพรั่นใจ และแตกตื่นกระเจิงไป
ก็ คงรู้ถึงเอกลักษณ์ของความเป็นมังกร พอควรแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าสัตว์ ดึกดำบรรพ์อันน่าจะเป็นที่มาที่ไป ของมังกรนั้น ...คืออะไร
ย้อน กลับไปในยุค ไตรแอสสิก (TRIASSIC) หรือราว 200 ล้านปีก่อน ซึ่งสัตว์จำพวกครึ่งบกครึ่งน้ำ ได้ถือกำเนิดบนโลกนี้แล้ว เจ้าพวกนี้บิน หรือพ่นไฟไม่ได้หรอกครับ ได้แต่วิ่งสี่ขาเพ่นพ่าน ต่อมาบางตัวได้เริ่มต้นวิ่งด้วยสองขาหลัง ดังนั้น สองขาหน้าของมันจึงไร้ประโยชน์แล้วเลยกลายเป็นปีก สามารถเหาะเหินขึ้นสู่ฟ้าได้ นี่ก็น่าจะเป็นบรรพบุรุษตัวหนึ่งของมังกรได้
ล่วง มาถึง 65 ล้านปีในอดีต สัตว์เลื้อยคลานสี่ขาบางตัวมีอวัยวะคู่ที่ 3 งอกขึ้นมาเป็นปีก เจ้าตัวนี้มีทีท่าน่าจะคล้ายมังกรที่เรารูจักมากที่สุด เพราะมันบินได้ และมีกระเพาะ ที่ย่อยสลายแล้วได้ก๊าซไฮโดรเจนอันเป็นต้นตอของไฟที่มันพ่นออกมา หากทว่าบางตัวเอาแต่จับปลาหาเต่ากินในน้ำ มันจึงแปรสภาพไปเป็นสัตว์น้ำโดยสมบูรณ์ ปีกกลายเป็นครีบ เจ้ามังกรที่ว่านี้ ก็อย่างเช่น สัตว์ประหลาดยักษ์ที่ร่ำลือกันในทะเลสาบล็อคเนสส์ (LOCH NESS) หรือเจ้าเนสสี นั่นเอง
สำหรับมังกรบางตัวที่ขึ้นมาหากิน บนบกนั้นก็มี อาทิ มังกรในป่าไม้ ลำตัวของมันคงยาวเหมือนตอนอยู่ในน้ำ เพื่อว่าเวลาวิ่งผ่านต้นไม้ จะได้สะดวก ส่วนปีกนั้นสั้นลงจะได้ไม่เกะกะ มันก็เลยบินจริงๆไม่ได้ อาจแค่กระโดดพะเยิบพะยาบ ไปตามพื้นดิน “มังกร ป่า” เหล่านี้ ปัจจุบันพอพบได้ ตามหมู่เกาะบางแห่งของญี่ปุ่น ในป่าละเมาะและดงดิบ ของจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอก จากนี้ ก็ยังมี “มังกรภูเขา” ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในยุโรป รูปร่างของมันจะม่อต้อไม่เรียวเหมือนมังกรทะเล ทำให้มันบินได้คล่องตัวกว่า หางของมันยาวพอๆกับลำตัว ที่ปลายหางเป็นรูปหัวลูกศรซึ่งคมกริบ เป็นอาวุธสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มังกรใช้ตวัดใส่ศัตรู
และ ต่อไปนี้คือเรื่องราวของมังกรหลายตัวซึ่งปรากฏสู่สายตาเราในช่วงเวลาที่ผ่าน มา
     -ลา ดอน มังกรกรีกโบราณซึ่งคอยเฝ้าต้นแอปเปิ้ลทองคำของเทพีเฮร่า เฮอร์คิวลิสฆ่าลาดอนเพื่อขโมยแอปเปิ้ลเหล่านั้น
     -มังกร เทพเจ้าของชาวจีน ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของชนชาติจีน ชาวจีนทั่วโลกประกาศด้วยความภาคภูมิใจว่า "หลุง ติ๊ก ฉวน เหยิน"หรือสายเลือดมังกร มังกรมักได้รับการกล่าวถึงในฐานะสัตว์เทพเจ้าในตำนาน ซึ่งทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และโชคดี
     -โย งูเนะ-นูชิ มังกรญี่ปุ่นที่ชั่วร้าย ซึ่งปรารถนาเนื้อมนุษย์ และสั่งให้เอาหญิงสาวมาบูชายัญปีละครั้ง
     -ราหู และเกตุ มาจากตำนานของชาวอินเดีย และมีความสำคัญในโหราศาสตร์ตามหนังสือพระเวทย์ ราหูเป็น "หัวมังกร" เกี่ยวข้องกับวงโคจรด้านเหนือของดวงจันทร์ เกตุเป็น "หางมังกร" เกี่ยวข้องกับวงโคจรด้านใต้ของดวงจันทร์
     -ฟัฟเนอร์ มังกรในเทพนิยายของชาวนอร์ส (สแกนดิเนเวีย) เดิมทีเกิดมาเป็นยักษ์ ในวัยเด็กได้ฆ่าพ่อของตนเพื่อยึดสมบัติ หลังจากนั้นด้วยอำนาจวิเศษ ฟัฟเนอร์ก็แปลงร่างเป็นมังกรเพื่อจะรักษาสมบัติใหม่ๆ ที่ได้มาอย่างชั่วร้ายได้ดียิ่งขึ้น
     -เอ ช.อาร์.พัฟเฟินทัฟ ภาพยนตร์ซีรี่ส์ในทศวรรษที่ 1970 นำเสนอมังกรพูดได้ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของเกาะลิฟวิ่งไอส์แลนด์ เกาะซึ่งเด็กวัยรุ่นชื่อจิมมี่ และขลุ่ยพูดได้ของเขาชื่อเฟรดดี้ไปติดอยู่เพราะวิชีเอพูผู้ชั่วร้าย
     -มังกร ของพีท เรื่องราวไลฟ์แอ๊คชั่นผสมกับตัวการ์ตูนซึ่งยังเป็นที่ติดอกติดใจของเด็กๆ ในปัจจุบัน
     -พัฟฟ์ เดอะเมจิคดราก้อน เพลงอันดับหนึ่งในชาร์ตในปี 1960 ผลงานของปีเตอร์ พอล แอนด์ แมรี่ ที่แต่งขึ้นจากบทกวีเกี่ยวกับความไร้เดียงสาของวัยเด็กที่สูญหายไป
     -ดรา ก้อนฮาร์ท ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 1996 สร้างโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ เล่าเรื่องราวในยุคกลางของมังกรตัวสุดท้ายในโลก
     -มู ชู มังกรตัวการ์ตูนจากภาพยนตร์เรื่อง "มู่หลาน" ของดิสนีย์ รับบทเป็นองครักษ์ที่ทรงพลังคอยช่วยมู่หลานต่อสู้กับผู้บุกรุกแผ่นดินชาว ฮั่น และนำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลของเธอ
     -นอร์เบิร์ต ลูงมังกรของแฮกริดในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนศิลาอาถรรพ์ ที่น้องๆ ได้พบตั้งแต่เจ้านอร์เบิร์ตฟักตัวออกจากไข่และพ่นไฟใส่เคราของแฮกริด ก่อนจะได้พบกับเจ้ามังกรพันธุ์ฮังกาเรียนหางหนามในศึกประลองเวท
     -ชาริซาร์ด มังกรบินพ่นไฟจากวิดีโอเกมและเกมไพ่สะสมโปเกมอน ชื่อภาษาญี่ปุ่นของชาริซาร์ดคือ "ริซาอาดอน" (ลิซาร์ดอน)
-มังกร ขาวตาสีฟ้า หนึ่งในไพ่ยูกิโอรุ่นแรกๆ ปรากฏตัวในภาคแรกของซีรี่ส์โทรทัศน์ชุด The Heart of the Cards

ที่มา : http://atcloud.com/stories/81757