คิดอย่างไรกับบล็อกนี้

บทความยอดฮิต

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

ตำนาน "ช็อกโกแลต"

ชาวมายาซึ่งอาศัยอยู่ใน ทวีปอเมริกากลาง เมื่อราว 1,400 ปีก่อน เคยดื่มน้ำชนิดหนึ่งซึ่ง หอมกรุ่นและให้ รสชาติซาบซ่าน เรียกว่า “ช็อกโกแลทัล” ฟังคุ้นๆ ไหม? ใช่แล้ว ชนโบราณเผ่านี้ ดื่มน้ำช็อกโกแลต!

เราเป็นหนี้บุญคุณชาวมายา เพราะพวกเขาเป็น ผู้เสกต้นโกโก้ให้กลายเป็นช็อกโกแลต นับเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่งต่อปากของมนุษยชาติ ต้นโกโก้ปลูกกันทั่วทวีปอเมริกากลางเมื่อ สองพันปีก่อน เติบโตได้ดีในอากาศร้อนและในผลโกโก้ นี่แหละที่ซ่อนเมล็ดเล็กๆ สีม่วงไว้มาก มาย เมื่อนำเมล็ดอัศจรรย์เหล่านี้ไปตากแห้งและผ่านกระบวนการต่างๆ มันก็จะกลายสภาพเป็นช็อกโกแลตที่เราโปรด ปรานนั่นเอง 
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรป คนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในแถบยุโรปรู้จักช็อกโกแลตที่แสนอร่อยเลยจนกระทั่ง ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา

ลูกชายของโคลัมบัสซึ่งติดตามไปอเมริกาด้วย ได้พบเรือบดบรรทุกสินค้าลำใหญ่ของ ชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า“พวกชนพื้นเมือง อเมริกันถือว่าเมล็ดถั่ว (หมายถึงเมล็ดโกโก้) มีค่ามาก พอเมล็ดถั่วตก พวกเขาทุกคน จะหยุดแล้วเก็บมัน ขึ้นมาราวกับทำลูกตา ตกหล่นอย่างนั้นแหละ”

โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่ใช้แทนเงิน (ถ้ารู้คงไม่เขียนนินทา ชาวพื้นเมืองอย่างนั้นแน่) เมื่อกลับยุโรป ในบรรดาสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่โคลัมบัสนำมาถวายกษัตริย์และราชินีของสเปนนั้น มีเมล็ดดำๆ เล็กๆ คล้ายถั่วปะปนอยู่ ดูแล้วไม่รู้จะเก็บ มาให้หนักทำไม ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดโกโก้ เหล่านี้แหละจะกลายเป็นช็อกโกแลต ที่ทำให้มนุษย์ ทั่วโลกหลงใหลในเวลาต่อมา

กษัตริย์เฟอร์ดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ขึ้นมาก็อีก 20 ปีให้หลังโน่น เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสเท็ค

ในช่วงที่คอร์เทส รุกรานแดนเม็กซิโก เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ในการเตรียมเครื่องดื่มถวายกษัตริย์ นินทากันว่าจักรพรรดิ มอนเทซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทส และกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลตที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับมันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์

คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่ากษัตริย์ มอนเทซูมา ดื่มซอคาแลทัล“...ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลังและขับไล่ ความเหนื่อยอ่อน ดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงเดินได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกินอาหาร” แต่ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิทำเอา คอร์เทสแทบสำลักเพราะ มีรสขมมาก ทหารบางคนบอกว่า “น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา” 
ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญมนุษย์ จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อ กระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา (เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย) มีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย  
ตามตำนานเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกเพราะถูกสวรรค์ลงโทษที่นำช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จาก แดนสวรรค์มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เทพแห่งต้นโกโก้ 
ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสเท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปนคือ มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจคนทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงสร้างไร่ โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ จากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี
พระชาวสเปนได้เก็บการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ แต่ในที่สุดก็รั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วยุโรป ก็ติดอกติดใจน้ำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นอาหาร อร่อยที่เสริมสุขภาพ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศส น้ำช็อกโกแลตกระจายข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอังกฤษ และในปีค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแลตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การดื่มน้ำช็อกโกแลตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัย แสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิลิ้มรส เมื่อเรือกลไฟถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแลตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปมีโอกาส ลืมตาอ้าปากกินกะเขามั่ง การประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ในปี 1828 ยิ่งทำให้น้ำช็อกโกแลตราคาถูกลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นมาการดื่ม น้ำช็อกโกแลตก็แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้ และอย่างที่สองคือ แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปใน ช็อกโกแลต กลายเป็นช็อกโกแลตนมที่เราแทะกินกันอย่างเมามันมาจนทุกวันนี้

ในอเมริกา มีการผลิตช็อกโกแลตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหนๆในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแลตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใครๆ ต่างหลงใหลช็อกโกแลตเสียจน หากขาดตลาด ชาวประชาคงหมดกำลังใจที่จะอยู่ดูโลกต่อไปแน่

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐฯตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของช็อกโกแลต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ ไปให้กองทัพทหาร เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับช็อกโกแลตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ยังนำช็อกโกแลตออกไปกินนอกโลกด้วย ให้มนุษย์ต่างดาวน้ำลายไหล 


วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องประหลาดบนโลกที่คุณอาจไม่รู้

1. ผีเสื้อรับรสด้วยเท้าของมัน
2. เสียงร้องของเป็ด จะไม่เป็นเสียงสะท้อน (echo) ไม่มีใครรู้ว่าทำไม
3. ในเวลา 10 นาที พายุเฮอริเคน... มีพลังมากกว่า..พลังงานนิวเคลียร์
4. ช้าง..เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลก ที่ไม่สามารถกระโดดได้
5. ผู้หญิง... กระพริบตา...มากกว่า..ผู้ชาย..ถึง 2 เท่า
6. แปลก... ที่มนุษย์เรา... ไม่สามารถเลียข้อศอก...ของตัวเองได้
7. ห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยอินเดียนน่า จมลงในดิน 1 นิ้วทุกปี เพราะวิศวกรลืมคำนวณถึงน้ำหนักหนังสือ
8. หอยทาก...สามารถนอนหลับได้ 3 ปี
9. ตาของเรา...จะขนาดเท่าเดิมตลอด...ตั้งแต่เกิด แต่จมูกและหู...จะไม่หยุดโต
10. เก้าอี้ไฟฟ้า (สำหรับประหารชีวิตนักโทษ) ออกแบบโดยหมอฟัน
11. หมีขั้วโลกทุกตัว...จะถนัดมือซ้ายทั้งนั้น
12. สมัยอียิปต์โบราณ พระ...จะถอนขนทุกเส้นในตัวรวมถึงคิ้วและขนตา....โอยยย
13. ตาของนกกระจอกเทศ ใหญ่กว่า...หัวสมอง..ของมันซะอีก
14. คำว่า ...TYPEWRITER ... เป็นศัพท์ที่ยาวที่สุดที่คุณจะนึกออก.....ในแป้นพิมพ์แถวเดียวกัน
15. เกือบทุกคน..ที่อ่านเรื่องนี้... พยายามที่จะเลียข้อศอกของตัวเอง...

ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1865069

ความลับของบ้านผีสิง

     ในประเทศอังกฤษ บ้านผีสิงเป็นสิ่ง ที่หาง่าย เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก 

     เพราะไม่ว่าจะเป็นปราสาทเก่าแก่ หรือคฤหาสน์อายุ หลายร้อยปี ซึ่งมีอยู่เป็นอันมากใน ประเทศอันเก่าแก่ แห่งนี้ เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ มีนิยายเกี่ยวกับ ภูตผีปิศาจสิง สู่อยู่ด้วยทั้งนั้น

     ความน่าสะพรึงกลัวของมัน ไม่ใช่นำมาแต่ ความ หวาดหวั่นขวัญสยองเท่านั้น ยังนำมาซึ่งความตายอีกด้วย

     เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 1852 ณ คฤหาสน์อันโอ่อ่า ซึ่งตระหง่านงาม อยู่ที่ปีเตอร์บอโร ในนอร์ธแธมป์ตันเชอร์ กล่าวกันว่า บุตรีสาวสวยของเจ้าของคฤหาสน์ ดูเหมือนจะไม่สมหวังในความรัก จึงฆ่าตัวตาย แต่ทางบ้านปิดข่าวเงียบ เปิดเผยให้คนอื่นรู้กันเพียงว่า มาจอรี่ ฮอกินส์ ธิดาสาวสวยของท่าน เซอร์จอห์น ฮอกินส์ เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ป่วยเป็นลมปัจจุบันเสียชีวิตเท่านั้น

     เวลาผ่านไปประมาณปีเศษ ญาติห่างๆคนหนึ่งของท่านเซอร์ก็เดินทางมาพักแรมอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานในเมืองหลวงมานานครัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสาวใช้นำถาดอาหารเข้าไปให้ มาสเตอร์เฮนรี่ ฮาร์ด ในห้องนอน เจ้าหล่อนก็ต้องหวีดร้อง สุดเสียง ปล่อยถาดอาหารตกกระจายเกลื่อนพื้น แล้วหันหลังวิ่งแน่บไปจากที่นั่น ร้องตะโกนเหมือนคนบ้า

“มาสเตอร์ฮาร์ด ! พระเจ้า ! มาดูมาสเตอร์ฮาร์ดกันเดี๋ยวนี้ น่ากลัวเหลือเกิน !”

ผู้ที่ได้ยินเสียงสาวใช้ ต่างก็วิ่งมาที่ห้องพักของญาติเจ้าของบ้านโดยเร็ว ภาพที่เห็นเล่นเอาตกตะลึงจังงังกันไปหมดทุกคน

เฮนรี่ ฮาร์ด แขวนคอตายกับขื่อกลางห้อง ใบหน้าของเขาน่ากลัวสุดพรรณนา

นัยน์ตาโปนถลน ปากอ้า ลิ้นแลบออกมายาวเฟื้อย กล้ามเนื้อที่หน้าตึงเขม็งกลายเป็นสีเทา ไปเพราะขาดเลือดหล่อเลี้ยงมาหลายชั่วโมง

ไม่มีหลักฐานแห่งความตายอันน่าสยดสยองของเฮนรี่ ฮาร์ด จึงได้แต่ลงความเห็นกันเพียงว่า เป็นการฆ่าตัวตายเท่านั้น

เรื่องนี้คงจะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้ที่ได้ยิน หากว่าอีกไม่กี่เดือนต่อมา เพื่อนสนิทของเฮนรี่ จะไม่เดินทาง ไปค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความตาย ของเพื่อนเกลอ ณ คฤหาสน์ฮอกินส์แห่งนี้
ลอร์ด ฮาร์วีย์ คัธเบิร์ท คือชายหนุ่มคนนั้น

เขาเพิ่งได้รับบรรดาศักดิ์สืบต่อจากบิดา นับว่าเป็นคนหนุ่มที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่ก็สุภาพอ่อนโยน เหนือสิ่งอื่นใด เขามีความรักเพื่อนอย่างจริงจัง

คัธเบิร์ทไม่เชื่อว่าคนอย่างเฮนรี่ ฮาร์ด เพื่อนของเขา จะฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ เขารู้จักเพื่อนเกลอดีว่า ผู้ชายชอบสนุกร่าเริงและไม่มีปัญหาใดๆในใจเลยอย่างฮาร์ด ไม่มีวันทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นเป็นอันขาด

บิดาผู้ล่วงลับของเขารู้จักกับเซอร์ฮอกินส์เป็นอันดี เมื่อท่านลอร์ดคนใหม่แจ้งความจำนง ขอมาพักอยู่ที่คฤหาสน์ฮอกินส์สักพัก เจ้าของบ้านจึงยินดีและเต็มใจต้อนรับอย่างยิ่ง

มารู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ตอนที่คัธเบิร์ทบอกว่า จะขอพักในห้องเดียวกับเฮนรี่ ฮาร์ด เพื่อนผู้ล่วงลับของเขานั่นเอง

“ลุงว่าอย่าดีกว่า หลาน”

เซอร์ฮอกินส์ปรามอย่างไม่สู้สบายใจนัก

“ลุงสั่งปิดตายห้องนั้นแล้ว ไม่ต้องการจะเห็น หรือพูดถึงมันให้ สะเทือนใจอีก”

“แต่ผมอยากจะใช้เวลาสักคืนอยู่ในที่ที่เฮนรี่เคยอยู่น่ะครับคุณลุง”

คัธเบิร์ทบอกอย่างเด็ดเดี่ยว แต่สุภาพนอบน้อม
“อยากรู้ว่าในห้องนั้นมีบรรยากาศอย่างไร เพื่อนผมจึงทำเรื่องที่เขาไม่เคยคิดจะทำนี้ขึ้น”

“อย่าดีกว่าน่า ห้องอื่นสบายกว่าถมไป”

เจ้าของคฤหาสน์พยายามห้ามปรามด้วยสีหน้าไม่สบายใจหนักขึ้น

แต่ลอร์ดหนุ่มตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเสียแล้ว เจ้าของบ้านจึงไม่มีทางเลือก นอกจากสั่งคนรับใช้ให้ทำความสะอาด ห้องที่ปิดตายมาหลายเดือน พร้อมทั้งจัดให้เป็นที่พักของลอร์ดหนุ่มผู้รักเพื่อน

คืนนั้น ลอร์ดคัธเบิร์ทเข้านอนเวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง เขาไม่สำเหนียกวี่แววความแปลกประหลาดในห้องนั้นเลย ไม่มีความรู้สึกหนาวเย็นเยือก ไม่มีเสียงผิดปกติให้ได้ยิน และก็ไม่มีกลิ่น หรืออะไรอื่นอันอาจมาจากโลกหนึ่งซึ่งเร้นลับเกินสายตาเห็น
ขุนนางหนุ่มเดินไปเปิดหน้าต่างออก ลมหนาวเย็น พัดกรูเกรียวเข้ามาทันใด แต่เขาไม่สนใจไยดี ชะโงกตัวออกไปข้างนอก แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบน

ตอนนี้แหละถึงไม่ใช่คนกลัวและมีประสาทแข็งปานใดก็ตาม ชายหนุ่มก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้ เพราะเหนือขึ้นไปจากหน้าต่างห้องที่เขาชะโงกอยู่ คือหน้าต่างห้องนอนของมาจอรี่ ฮอกินส์ ธิดาสาวสวยของเจ้าของบ้าน ผู้กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยวิธีใดไม่แจ้ง หน้าต่างห้องเจ้าหล่อนอยู่ตรงกับห้องเขาพอดิบพอดี

“หวังว่ามาจอรี่คงไม่ลงมาหาเราในคืนนี้...” ลอร์ดหนุ่มนึกเล่นๆ แต่ก็อดขนลุกไม่ได้

ตามปกติ เขาเป็นคนชอบอากาศโปร่งสบาย คัธเบิร์ทจึงไม่ปิดหน้าต่าง แต่เปิดไว้ให้แสงเดือนละไมส่องเข้ามาพร้อมกับลมดึกอันเย็นเยือก

แล้วก็ม่อยหลับไปในไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากเอนหลังบนเตียงนอนอันแสนสบาย
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีนั้น เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว เสียงแผ่วเบาที่นอกหน้าต่าง ทำให้เขารู้สึกตัวตื่นจากนิทราอันแสนสุข

ลอร์ดคัธเบิร์ทเบิกตามองไปยังหน้า ต่างที่เปิดกว้าง แสงจันทร์ส่องเข้ามากระจ่าง มองเห็นทุกอย่างถนัด เขาเห็นปลายเชือกหรือผ้าชิ้นยาวสีขาวๆ แกว่งกระทบขอบหน้าต่างเกิดเสียงดังเบาๆ ในความเงียบสงบสงัด

ขุนนางหนุ่มเกือบลุกขึ้นไปดูเสียแล้ว แต่ก็ยั้งใจได้ทัน เพราะในขณะนั้นมีอะไรบางอย่างปรากฏ ลงมาพร้อมกับปลายเชือกด้วย


มันเป็นชายกระโปรงอันยาวพองบานพลิ้วของสตรี

และท่ามกลางการจ้องมองอย่างตะลึงงันนั่นเอง คัธเบิร์ทก็เห็นร่างหนึ่งโรยตัวรูดลงมาตามเชือกอย่างคล่องแคล่ว ปลายเท้าเหยียบขอบหน้าต่างของเขา ส่งตัวเองเข้ามาในห้องอย่างง่ายดาย

ร่างนั้นหันหน้ามาทางเขาเต็มที่ เปิดยิ้มอย่างเย้ายวนชวนให้เคลิ้มฝัน

ขุนนางหนุ่มตกตะลึงจังงังเหมือนเป็นท่อนไม้ เบิกตาเพ่งดูหน้าอันงามและรอยยิ้มเย้ายวนชวนพิสมัยนั้นพลางอุทานเสียงแผ่วเครือ
“มาจอรี่...”

ร่างนั้นทำอาการคล้ายสะดุ้ง จ้องมองดูเขาเขม็ง และคัธเบิร์ทแทบเป็นลม ไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อเห็นนัยน์ตา ทั้งคู่โปนออกนอกเบ้าจนถลนแทบหลุดพลัดออกมา ปากแสยะบิดเบี้ยว และลิ้นค่อยๆ แลบออกมาจุกปาก !

มันเป็นใบหน้าของคนที่แขวนคอตายชัดๆ

“มาจอรี่...โอ ! พระเจ้าช่วย”

ชายหนุ่มครางอีกครั้ง รู้สึกเหมือนจะตายไป ณ บัดนั้นด้วยความตระหนกตกใจ

หญิงสาวผู้น่าสะพรึงกลัวหันกลับ คว้าปลายเชือกหรือผ้าชิ้นยาวๆ ชิ้นเดิมไว้แน่น แล้วส่งตัวเองด้วยวิธีเดิม สาวกลับไปข้างนอก หายลับไปจากหน้าต่างอย่างรวดเร็ว

กว่าลอร์ดคัธเบิร์ทจะรู้สึกตัวก็เป็นเวลานาน เขาผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากห้อง ตรงไปเคาะประตูห้องนอนเจ้าของบ้านอย่างร้อนรน แล้วเล่าเรื่องที่พบพานมาให้ฟัง

เซอร์ฮอกินส์และคุณหญิง มีสีหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่แสดงความประหลาดใจอย่างใด ท่านเซอร์บอกว่า

“ลุงรู้แล้วละหลาน มาจอรี่เขายังอยู่กับเราตลอดเวลา ลุงจึงไม่อยากให้ใครไปนอนห้องนั้น เพราะเชื่อว่ามาจอรี่จะต้องออกมาให้เห็น คิดว่าเฮนรี่ก็คงเจอเข้าเหมือนกัน แต่มาจอรี่ไม่เคยเห็นหน้าเฮนรี่มาก่อน เธอจึงหลอกเขาจนกระทั่งต้องผูกคอตายตามไป”

“แต่กับผม ทำไมเธอรีบหนีไปทันทีที่เรียกชื่อล่ะครับ คุณลุง?”

ลอร์ดคัธเบิร์ทถามเสียงสั่น

“คิดว่าคงเป็นเพราะมาจอรี่กับหลานรู้จักกันน่ะซี เธอคงอายหลานจึงรีบหลบไป ถ้าหลานไม่รู้จักมาจอรี่ก่อน ป่านนี้อาจประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเฮนรี่ไปแล้ว”

ลอร์ดคัธเบิร์ทกลืนนํ้าลาย แล้วถาม

“มาจอรี่เป็นอะไรตายครับ?”

“ผูกคอตายกับขอบหน้าต่าง ร่างของเธอหลุดออกไปแกว่งโตงเตงอยู่นอกหน้าต่างเป็นนาน จนเย็นเหมือนนํ้าแข็ง ลุงคิดว่าเธอคงพยายามทำให้คนอื่นตายไปด้วยอาการแบบเดียวกัน คือแขวนคอตาย”

“คุณลุงปิดเป็นความลับเงียบทีเดียวเรื่องความตายของมาจอรี่ ผมคิดว่าเธอเป็นลมตายเสียอีก” ลอร์ดหนุ่มพูดเหมือนต่อว่า

เซอร์ฮอกินส์หน้าเศร้าลงไปอีก
“ลุงอายคนอื่น จึงไม่บอกความจริงกับใครๆ หลานคิดดูเถอะ ฮาร์วีย์ มันน่าขายหน้าน้อยไปหรือที่ลูกสาวแขวนคอตายด้วยอาการสยดสยองขนาดนี้ ลุงก็เลยตัดสินใจไม่บอกความจริง”

ลอร์ดฮาร์วีย์ คัธเบิร์ท ลากลับจากคฤหาสน์ ของเซอร์ฮอกินส์ในวันนั้นเอง เขาได้รับคำตอบที่มาค้นหาเรียบร้อยแล้ว

มาจอรี่ ฮอกินส์ คงจะโหนเชือกที่เธอใช้ผูกคอตายเส้นนั้นลงมาหาเฮนรี่ผู้เคราะห์ร้าย แล้วเย้ายวนเขาด้วยประการต่างๆ จนเคลิบเคลิ้มทำตามคำพูดของเธอแล้ว ไปสู่จุดอันน่าสยองขวัญเช่นเดียวกัน...

เรื่องนี้ฟังเหมือนเรื่องโกหก แต่เป็นเรื่องจริงจากบันทึกของลอร์ดคัธเบิร์ท ซึ่ง มาร์กาเร็ต นอร์แมน นำมาเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “Haunted Houses” ฉบับพิมพ์ เมื่อปี 1964

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แวมไพร์

หากจะพูดถึงเรื่องราวของผีที่กำลังเป็นกระแสยอดนิยมในขณะนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ แวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดไม่มีวันตาย โดยเรื่องราวของแดร็กคิวล่าถูกเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และดูเหมือนว่าเรื่องราวของผีดูดเลือดนี้จะเป็นผีที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร และนิยายมากที่สุดเลยทีเดียว เช่นในปัจจุบันนี้ ก็มีภาพยนตร์แวมไพร์เรื่อง ทไวไลท์ ออกมาสร้างกระแสแวมไพร์ไปทั่วโลกตั้งแต่ปีก่อน และไม่ทันที่กระแสแห่งแวมไพร์ทไวไลท์จะหายไป เมืองไทยเราก็มีการหยิบยกเรื่องราวของแวมไพร์ขึ้นมาสร้างเป็นละครคือรักไม่มีวันตาย ที่กำลังออนแอร์ทางช่อง 3 ในขณะนี้ จนทำให้กระแสแวมไพร์แบบไทย ๆ ได้รับความสนใจในขณะนี้ วันนี้ เราจึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับผีดิบอมตะ ตำนานที่ไม่เคยตกยุคมาฝากกันอีกครั้ง

เรื่องราวของแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด เป็นเรื่องราวที่มีการบอกเล่าต่อกันมานานหลายร้อยปี และปรากฏอยู่ในตำนานของหลายประเทศทั่วโลก มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น แวมไพร์ตามตำนานเม็กซิโกจะมีกระโหลกมนุษย์วางอยู่บนศีรษะ แวมไพร์แถบเทือกเขาร็อกกี้จะดูดเลือดทางจมูก แวมไพร์ตามตำนานโรมาเนียจะมีร่างกายผอมซีดและไว้เล็บยาว เป็นต้น แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แวมไพร์ทั่วโลกก็มีวิถีชีวิต รูปแบบการดูดเลือด และการสืบทายาทแวมไพร์ที่ไม่ต่างอะไรกันเลย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เป็นผีดิบในร่างของมนุษย์ มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย

2. แวมไพร์ถูกนำมาเปรียบเทียบเป็นมนุษย์ค้างคาวผีดิบ เนื่องจากแวมไพร์หากินกลางคืนต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงแวมไพร์ ก็มักจะนึกถึงผีดิบผิวซีดในชุดสีดำคล้ายค้างคาว

3. ในตอนกลางวันแวมไพร์จะนอนนิ่งอยู่ในโลงศพ ในสภาพที่ตาข้างหนึ่งเปิดอยู่ มีเลือดติดอยู่ตามปากหรือจมูก

4. ในตอนกลางคืนแวมไพร์จะออกหาเหยื่อ เพื่อดูดเลือดบริเวณคอของเหยื่อ โดยเหยื่อมักจะเป็นเพศตรงข้ามเสมอ

5. แวมไพร์ ถ่ายทอดเชื้อสายด้วยการกัด แต่ผู้ที่ถูกกัดทุกคนอาจเสียชีวิตและไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเป็นแวมไพร์ตัวใหม่ก็ได้

6. ศพของแวมไพร์จะไม่เน่าเปื่อย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ใบหน้าจะยังดูมีเลือดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพราะได้เลือดของเหยื่อหล่อเลี้ยงไว้

7. แวมไพร์ สามารถสยบได้ด้วยกระเทียม ซึ่งเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนมาก หรือไม้กางเขน และน้ำมนต์
ในแถบประเทศตะวันตก แวมไพร์ เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในประเทศอังกฤษ หลังจากมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า อาร์โนลด์ เปาเล ชาวเซอร์เบีย เป็นผู้ที่ได้รับการสืบเชื้อสายจากแวมไพร์ หลังจากที่เขากลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทหารในกรีซ และเขาก็ได้สารภาพกับภรรยาว่าถูกแวมไพร์ดูดเลือดและได้รับการถ่ายทอดเป็นแวมไพร์ ต่อมาไม่นานเขาได้เสียชีวิตลง แต่คนในหมู่บ้านยังเห็นเขาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านในยามค่ำคืน จึงมีการขุดเอาศพเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง และพบว่า เขานอนนิ่งเป็นศพแต่กลับมีรอยเลือดติดอยู่ที่ปากของเขา ชาวบ้านจึงพิสูจน์ด้วยการตอกหมุดลงไปที่หัวใจ ปรากฎว่ามีเลือดไหลทะลักออกมาตามด้วยเสียงกรีดร้อง จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปเผาและก็ไม่มีใครพบเขาปรากฎตัวในหมู่บ้านอีกเลยหลังจากนั้น แต่ต่อมาไม่นาน ก็พบแวมไพร์อีกหลายตัวอยู่ในหมู่บ้าน จึงเชื่อว่าแวมไพร์เหล่านั้นเป็นเชื้อสายของเปาเล และพวกเขาก็คงถูกเปาเลกัด ซึ่งพ้องกับสิ่งที่เปาเลได้เคยบอกภรรยาไว้ก่อนตาย

หลังจากนั้นก็มีเรื่องเล่า และตำนานแวมไพร์ถูกเล่าขานกันต่อมาเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นเรื่องราวที่โด่งดังอีกครั้ง เมื่อ บราม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริชได้แต่งนิยายเรื่อง แดร็กคิวล่า ขึ้นมา โดยนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเจ้าชายนักรบแห่งวาลาเซีย ประเทศโรมาเนีย นามว่า วล้าด เทเปส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วล้าด แดร็กคูล ที่แปลว่ามังกรวล้าดสุดผยอง มาเขียนเป็นนิยาย ซึ่งเจ้าชายแห่งวาลาเซียคนนี้ เป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความเก่งกล้า และเหี้ยมโหดต่อศัตรูผู้รุกรานอย่างมาก เขามักจะสั่งให้ทหารนำศพศัตรูมาเสียบให้เลือดไหลทะลักออกมา ขณะที่เขาก็มีความสุขไปกับการเห็นภาพสุดสยองตรงหน้าแล้วมองดูมันด้วยความสะใจ และมักจะนั่งทานอาหารโดยมีศพนับสิบเสียบเลือดนองอยู่ตรงหน้าเสมอจากความโหดเหี้ยมดังกล่าว บราม สโตกเกอร์ เลยนำเรื่องราวของ วล้าด แดร็กคูล มาเชื่อมโยงกับตำนานแวมไพร์ เนื่องจากเห็นว่า วล้าด แดร็กคูล มีคุณสมบัติและอุปนิสัยหลายอย่างที่พ้องกับแวมไพร์เป็นอย่างมาก จึงเสกสรรปั้นแต่งให้ วล้าด แดร็กคูล หรือที่เรียกในนิยายว่า แดร็กคิวล่า กลายเป็นผีดูดเลือดไป และต่อมาผู้คนก็เข้าใจว่าเรื่องราวที่ บราม สโตกเกอร์ เขียนนั้นอ้างอิงมาจากเรื่องจริงทุกประการ แดร็กคิวล่า จึงได้รับความสนใจและกลายเป็นเรื่องราวของแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดมาจนปัจจุบันนี้ และนิยายดังกล่าวก็ส่งผลให้โบสถ์ออร์โธดอกซ์ ที่วล้าด แดร็กคูล เคยสร้างไว้และใช้เป็นที่ฝังศพของตัวเอง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในโรมาเนีย เพราะผู้คนมักจะเชื่อตามเรื่องราวในนิยายว่า นั่นคือปราสาทที่อยู่ของแดร็กคิวล่า และเป็นสุสานผีดูดเลือดจริง ๆ อีกทั้งเชื่อว่า วล้าด แดร็กคูล เป็นผีดูดเลือดจริง ๆ อีกด้วย
ส่วนในโลกของความเป็นจริงนั้น เรื่องราวของแวมไพร์ก็ดูเหมือนจะปรากฏให้เห็นจริงในหลายสังคมตะวันตก โดยมีการเล่าขานกันอย่างไม่สร่างซาว่า มีคนที่ดูดเลือดคนด้วยกันเองอยู่หลายคน และพวกเขาก็คือแวมไพร์อย่างแท้จริง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้มีการอธิบายว่า แวมไพร์ในโลกของความเป็นจริงนั้น อาจไม่ใช่ "ผี" อย่างที่ปรากฎในเรื่องเล่า แต่เป็นคนธรรมดาที่ป่วยเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยจะชื่นชอบการดูดเลือดคนด้วยกันเอง โดยมีปมมาจากการจมอยู่ในความแค้นในอดีตก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี แม้จะมีคำบอกเล่า และการสันนิษฐานหลายอย่าง แต่ตำนานแวมไพร์ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ และก็เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์หรือผีดูดเลือด ก็ยังเป็นที่สนใจของผู้คนไม่หาย มันยังคงถูกนำมาสร้างเป็นนิยาย ภาพยนตร์ และละครอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ และน่าแปลกที่เรื่องราวของผีดิบมักจะน่าติดตาม และมีความน่าสนใจในเรื่องราวของมันเองไม่ว่าจะสมัยไหน ก็เรียกว่าเรื่องราวของแวมไพร์ได้กลายเป็น "ตำนานผีดิบ" ที่ฆ่าไม่ตายไปแล้ว

อัจฉริยบุรุษผู้ไม่เต็มบาท

เรื่องราวของ "" ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่สุด ของความมหัศจรรย์ทางจิต ที่มนุษย์ บางคนได้รับเป็นพิเศษ ด้วยวิธีการลึกลับ ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ด้วยวิชาการทันสมัยใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเขาบอกแก่ผู้คนว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงต้องการ พึ่งสติปัญญาของเขานั้น เด็กชาวนาโง่ทึ่มเจ้าของ คำบอกเล่าก็พลันถูกโห่ฮา จากผู้ฟังอย่างขบขันที่สุด ด้วยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนสติไม่เต็มบาท ซึ่งใครๆ ในหมู่บ้าน โอเวอร์รู้กันดีอยู่แล้ว

แต่คนไม่เต็มบาทคนนี้แหละ ที่ประวัติศาสตร์ได้จดจารึกไว้ในฐานะบุคคลประหลาด ผู้มีความสามารถเยี่ยมยอดที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษในสมัยกลาง

โรเบิร์ต นิกซัน เป็นชื่อของเขา เกิดมาในตระกูลชาวนาผู้ยากจน และเป็นลูกชายคนเดียว เคยเข้าเรียนหนังสือได้ไม่เท่าไหร่ ทางโรงเรียนก็ส่งตัวคืนมา เพราะทึ่มเกินไป เรียนไม่ไหว พ่อแม่จึงให้มาช่วยไถนาดังเดิม

ขณะนั้นเป็นปี ค.ศ.1485 ชะตากรรมของประเทศอังกฤษแขวนอยู่กับการรบพุ่งที่สมรภูมิบอสเวิร์ธกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ถูกปิดล้อมโดยกองทัพของเฮนรี่ เอิร์ล แห่งริชมอนด์ ณ บริเวณที่ห่างจากสมรภูมิหลายไมล์นั่นเอง โรเบิร์ต นิกซัน คนบ๊องกำลังไถนาวุ่นอยู่

ทันใดนั้น นิกซันก็หยุดไถเสียเฉยๆ เขายืนก้มศีรษะตํ่าครู่หนึ่งเหมือนเงี่ยหูฟังเสียง อะไรอยู่แล้วพลันก็กระทำอาการประหลาดขึ้น

นั่นคือ กระโดดโลดเต้นไปมารอบๆ นาที่ไถเสร็จแล้ว แล้วโบกมือโบกไม้วุ่นวาย ชี้ไม้ชี้มือพลางวิ่งตะโกนเสียงหลง

เด็กหนุ่มผู้นี้เคยทำอะไรวิตถารอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งไม่เหมือนอย่างขณะนี้ คนที่พบเห็นการกระทำของเขาจึงวิ่งข้ามทุ่งนามาหมาย จะห้ามปรามแล้วไล่ให้กลับไปทำงานดังเดิม

แต่แล้ว บุคคลที่วิ่งเข้ามาถึงเป็นคนแรกก็ต้องหยุดชะงัก เพราะขณะนั้นนิกซันท่าทาง เหมือนคนสติวิปลาสอย่างแรง นัยน์ตาของเขาจ้องค้างเขม็ง นํ้าลายฟูมปาก มือโบกไปมาพลางตะโกนก้อง
"นั่นแน่! ริชาร์ด...นั่นแน่! เฮนรี่ เอาเข้าไป...เอาเข้าไปเลย!"


แล้วก็หยักรั้งตั้งท่าเหมือนเชียร์คนต่อสู้กัน ปากก็ตะโกนลั่นอีกว่า

"ลุกขึ้น เฮนรี่! ลุกขึ้นจับอาวุธเข้า ข้ามสนามเพลาะไป เฮนรี่ข้ามสนามเพลาะไป และเอาชนะให้ได้!"

เขายืนอยู่ที่นั่นราว 2-3 นาที ขณะที่ผู้พบเห็นเหตุการณ์พากันตะลึงตะไล แล้วเด็กหนุ่มผู้มีท่าทางไม่เต็มบาทก็ยิ้มออกมาได้ มองดูผู้คนที่พากันจ้องดูเขาแล้วกล่าวหน้าตาเฉย

"สงครามชนะแล้ว เฮนรี่ชนะเด็ดขาด!" แล้วเขาก็หันไปไถนาต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้เห็นเหตุการณ์ กลับไปบอกกับเจ้านายของตน ซึ่งเป็นลอร์ดแห่งชลมอนเดลลี่ เพราะเขารู้แล้วว่าโรเบิร์ต นิกซัน คนไม่เต็มเต็งนั้น สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลๆได้ และยังล่วงรู้ต่อไปอีกด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโอกาสหน้า

เขาได้พยากรณ์ถึงการเกิดเพลิงไหม้หมู่บ้าน ถัดไปอย่างแม่นยำ พยากรณ์ความตายของบุคคลในตระกูลชลมอนเดลลี่ พยากรณ์พายุร้ายได้ ล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาพยากรณ์ว่า เฮนรี่และริชาร์ดที่กำลังรบกันที่สนามบอสเวิร์ธนั้น ริชาร์ดเป็นฝ่ายแพ้ และไม่ได้เป็นกษัตริย์อีกต่อไป

ขณะนั้น ยังไม่มีใครรู้ระแคะระคายเรื่องริชาร์ดตกบัลลังก์เลย จึงเฝ้ารอดูกันด้วยใจจดใจจ่อ ซึ่งปรากฏว่าอีก 2-3 วัน ต่อมาก็มีข่าวมาจากในราชสำนักว่า เฮนรี่ที่ 7 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป เมื่อผู้สื่อข่าวมาถึงหมู่บ้านโอเวอร์ ต่างก็รู้สึกสนเท่ห์ไปตามๆ กันที่พบว่าชาวบ้านต่างก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าพระเจ้าเฮนรี่ได้เป็นกษัตริย์

ในไม่ช้า พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ก็ได้ข่าวของนิกซันผู้มีพรประหลาด คราวนี้ชาวเมืองโอเวอร์ต้องได้รับความขบขันอีกครั้ง เมื่อเด็กหนุ่มบ๊องคนนี้เที่ยววิ่งไปรอบหมู่บ้านหาที่ซ่อนตัว โดยอ้อนวอนชาวบ้านว่าให้ซ่อนตัวเขาไว้จากคนของพระราชาทีเถิด เพราะทหารของพระองค์กำลังจะมาพาตัวเขาเข้าไปในวัง เขากลัวไปอดตายอยู่ที่นั่น
ชาวบ้านหัวเราะกันก๊ากใหญ่...อะไรกัน พระราชาจะมีพระประสงค์ จะได้เด็กหนุ่มโง่ทึ่ม แถมยังบ๊องคนนี้ ไปทำอะไรที่ในวัง? และยังจะทำให้เด็กคนนี้อดตายเสียอีก ยิ่งเป็นไปไม่ได้ มีใครกันจะอดตาย ที่ในวังของพระราชา?

ทว่า ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ นิกซันพิสูจน์ให้ เห็นว่าเขามีพรสวรรค์ เหนือธรรมดาจริงๆ เพราะพระเจ้าเฮนรี่ทรง ส่งทหารมาตามตัว เขาไปในวัง และพระราชทานเงินทอง ให้กับมารดาผู้ยาก ไร้ของอัจฉริยบุรุษไม่เต็มบาทมากมาย เพื่อขอตัวลูกชายไปก่อนหน้าที่นายทหาร จะมาถึงไม่กี่นาที นิกซันมีท่าทางเศร้าหมอง ลุกจากโต๊ะกินข้าวที่นั่งพร้อมหน้ากัน แล้วว่า

"ทหารในวังกำลังมาถึงในไม่ช้านี้แล้วผมต้องไป และจะไม่ได้กลับมาอีก"

เมื่อเด็กหนุ่มไปถึงพระราชวัง ทุกคนรวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินรู้สึกผิดหวังไปตามๆ กันที่เห็นเขาเป็นเด็กโง่ๆ เซ่อๆ คนหนึ่ง สารรูปดูไม่ได้เลย แถมท่าทาง ยังเป็นคนเบาเต็งด้วย

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 จึงทรงลองเชิงเขาด้วยการถอดธำมรงค์ออกซ่อนไว้ และตรัสสั่งให้เขาทำนายว่าอยู่ที่ใด

โรเบิร์ตเพ่งพระพักตร์พระองค์ท่านไม่เกรง พระทัย แล้วพูดว่า

"แหวนไม่ได้หายนี่พระเจ้าข้า เพราะผู้ที่เอามันไปซ่อนย่อมเป็นผู้รู้ที่ซ่อนเอง"
คำตอบนี้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินพอพระทัยมาก ทรงโปรดให้อาลักษณ์อยู่คู่เคียงเขาตลอดเวลา คอยจดคำพยากรณ์ของนิกซัน

บันทึกคำพยากรณ์นั้นปรากฏเป็นหลักฐานสืบมาจนเดี๋ยวนี้ ในนั้นมีข้อความกล่าวถึงนิกซัน พยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานและแม่นยำยิ่งนัก เช่น พยากรณ์ว่าจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในมหานครลอนดอนในปี ค.ศ.1666 และพยากรณ์ความยืนยาวของราชบัลลังก์แห่งพระเจ้ายอร์จที่ 4 แห่งราชวงศ์แฮนโนเวอร์

บันทึกเหล่านั้นกล่าวต่อไปว่า เด็กหนุ่มนิกซันพยากรณ์เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในกาลอนาคตต่างๆ เช่น การรุกรานเกาะอังกฤษ ของกองทหาร ผู้มีก้อนนํ้าแข็ง ติดอยู่บนหมวก เฮลเมท ด้วยคำพยากรณ์ดังนี้

"หมีซึ่งถูกล่ามโซ่ไว้กับหลักบูชายัญ จะสลัดหลุดออกจากโซ่ตรวน แล้วจะทำให้เกิดความขัดแย้ง จนถึงต้องใช้กำลังกัน..."

แต่แล้ว ชะตากรรมของนิกซัน ผู้มีอัจฉริยะก็มาถึง

พระเจ้าเฮนรี่ไม่นำพาต่อคำขอร้องของเขา ที่ว่าอย่าปล่อยเขาให้อยู่ในวังตามลำพังเลย ในขณะที่พระองค์เตรียมเสด็จไปล่าสัตว์ พระองค์โปรดให้มหาดเล็กคอยดูแลเขา อย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่พระองค์ไม่อยู่

ปรากฏว่าคำพยากรณ์ของนิกซัน เกี่ยวกับตัวเองเป็นความจริงขึ้นมาอย่างน่าพิศวงที่สุด
นั่นคือ เจ้ามหาดเล็กเหลวไหลคนนั้นจับเขาขังในห้องห้องหนึ่งแล้วลั่นกุญแจ ตัวเองหลบไปเที่ยวสบายใจเฉิบ และก็เลยลืมว่าได้ขังเด็กหนุ่มไว้ในห้องใด เมื่อพระเจ้าเฮนรี่เสด็จกลับจากการล่าสัตว์ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ได้มีการค้นหานิกซันเป็นการใหญ่ เพียงเพื่อที่จะพบว่าเขาถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง และสิ้นชีวิตแล้วด้วยความหิว เพราะอดอาหารในพระราชวังอันโอ่อ่า ของพระราชาธิบดีแห่งอังกฤษนี่เอง!

ที่มา : http://artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=3589


ผู้สูญร่างในมิติที่ 4

เรื่องราวต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งเก็บมาจากรายการออก อากาศทางสถานีวิทยุของแฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด ชื่อ "มหัศจรรย์เหนือวิทยาศาสตร์" ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ แสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่า ประสาท ทั้ง 5 ของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราได้ทั้งหมด และก็แสดงให้เห็นอีกว่า วิทยาศาสตร์นั้นไม่มีทางเทียบเท่ากับพลังงานอย่างหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ของมันอย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด แม้ว่าจะยังไม่มีใครรู้จักมันก็ตาม

แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด กล่าวว่า การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพิ่งจะได้รับการพัฒนามาได้ไม่เท่าไหร่ นับแต่ปี ค.ศ. 1875 เป็นต้นมา แม้วิชาวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ ดังที่ท่านโธมัส เอดิสัน กล่าวถึงความล้มเหลวในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

"มันสอนให้เรารู้ขึ้นอีกมากในสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน และมันก็สอนให้รู้ด้วยว่า เรายังรู้น้อยนักในสิ่งที่คิดว่าเรารู้มากแล้ว"
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณวิทยาศาสตร์ อยู่นั่นเอง มนุษย์ในปัจจุบัน กำลังเตรียมจะละทิ้งโลก ซึ่งตนเองยังรู้จักไม่พอ เพื่อเดินทางไปสู่จักรวาล ซึ่งยังไม่รู้จักเลยด้วยซํ้า นับเป็นการเสี่ยงที่จะสอนให้พวกเรารู้ว่า ความไม่รู้ของเรา เกี่ยวกับจักรวาลนั้น ใหญ่หลวงเพียงใด และเราควรพอใจ ในความสำเร็จน้อยนิดในโลกนี้ ที่เกิดจากสติปัญญาของตนเอง ไปในเวลาเดียวกันด้วย

และต่อไปนี้ก็คือเรื่องอัศจรรย์ที่ แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด รวบรวมไว้

มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่น่าเป็นไป ได้เลยที่อยู่ๆมนุษย์คนหนึ่งก็เดินหายออกไปจากโลก ต่อหน้าต่อตาผู้พบเห็นเหตุการณ์จำนวนไม่น้อย !

ถูกแล้ว มันเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องจริง

ได้มีบุรุษคนหนึ่งหายสาบสูญไปอย่างลึกลับในมิติที่ 4 อันไม่มีใครหยั่งถึง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยเวลาชั่วพริบตาเดียวในยามบ่ายอันสว่างไสวเจิดจ้าของวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1880 ณ บ้านไร่ของ เดวิด แลง ในเมืองกัลลาติน มลรัฐเทนเนสซี

ตัวของเดวิด แลง เจ้าของไร่นั่นเอง ที่หายสาบสูญไปในครั้งนี้
บ้านของแลงเป็นตึกปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อยดูน่ารื่นรมย์ เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ประมาณ 40 เอเคอร์ ใช้สำหรับเลี้ยงวัว แดดในฤดูร้อนแผดเผาหญ้าในท้องทุ่งจนกลายเป็นสีนํ้าตาลไปหมด กระนั้นทุกอย่างก็ดูแจ่มใสภายใต้ แดดสีทองนั้น

บุตรทั้งสองของแลง คือ ยอร์ช อายุ 8 ขวบ และซาร่าห์ อายุ 11 ขวบ นำเอารถลากเทียมม้าไม้ ที่เดวิด แลง ซื้อมาให้จากเมืองแนชวิลล์เมื่อเช้านี้ ออกไปเล่นกันรอบสนามหน้าบ้าน ขณะนั้นเอง นายและนางแลง ผู้เป็นบิดามารดาก็เดินออกมาจากบ้านพอดี

"กลับมาเร็วๆนะคะ เดฟ" มิสซิสแลงบอกสามี "ดิฉันอยากขอให้คุณขับรถพาเข้าเมืองก่อนที่ร้านจะปิดค่ะ"

แลงพยักหน้า เดินไปยังรั้วเพื่อข้ามตัดทุ่งไปดูม้าตัวงามของเขา แล้วก็หยุดอยู่ที่รั้วนั้น มองดูนาฬิกาพลางหันมาบอกภริยาอย่างแจ่มใส

"ฉันจะกลับมาภายใน 2-3 นาทีนี่แหละ"

นั่นคือสัญญากรายๆของเขา

แต่เดวิดไม่ได้ทำตามคำพูดนั้นเลย... เขาไม่ได้กลับมาอีกหลังจากกล่าวคำพูดนั้น เป็นประโยคสุดท้าย เพราะได้ประสบชะตากรรมอันยากจะบอกได้ถูก ภายในชั่วเวลา 30 วินาทีเท่านั้น

ชะตากรรมที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่านานก็ตาม
เด็กทั้งสองมองเห็นรถม้าคันหนึ่งแล่น มาตามทางแคบๆ มุ่งหน้ามายังบ้านของแก จึงหยุดเล่นและพากันมองดู ทั้งสองจำได้ว่า ผู้อยู่ในรถคือ ผู้พิพากษาออกัสท์ เป็ค ผู้เคยมาเยี่ยมเยียน และเอาของฝากมาให้บ่อยๆ มิสซิสแลง ก็มองเห็นท่านผู้พิพากษาพร้อมๆ กับสามี ซึ่งเดินออกไปห่างแล้ว เดวิดโบกมือให้ผู้พิพากษาผู้คุ้นเคย แล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิม เพื่อเตรียมต้อนรับเขา

หนึ่ง-สอง-สามก้าวที่เขาย่างกลับมา แลงไม่รู้สึกตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาเลย ยังไม่ทันถึงก้าวที่ 12 นั่นเอง ร่างทั้งร่างของเดวิด แลง ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาบุคคลทั้งหมด

หายวับราวกับสูญเข้าไปในมิติที่ไม่มีใครมองเห็นอย่างนั้นแหละ !

นางแลงร้องกรี๊ดสุดเสียง ในขณะที่บุตรของนางทั้งสองคนยืนตะลึงจังงังพูดไม่ออก แต่แล้วโดยสัญชาตญาณ ทุกคนออกวิ่งไปยังจุดที่เห็นแลงยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ผู้พิพากษาเป็คและน้องเขยซึ่งมากับรถม้ารีบก้าวลงและวิ่งข้ามทุ่งนาไปเกือบจะพร้อมๆกัน

แต่ทว่าที่นั่นไม่มีอะไรเลย ไม่มีต้นไม้สักต้น หรือแม้แต่พุ่มไม้ หรือหลุมบ่อสักแห่งบนพื้นดินบริเวณนั้น และก็ไม่มีร่องรอยสักอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเดวิด แลง
พวกผู้ใหญ่พากันออกเดินเที่ยวหาไปทั่วๆบริเวณทุ่งนานั้น แต่ไม่พบอะไร นางแลงเริ่มขวัญเสียจนต้องถูกพาตัวกลับเข้าไปในบ้าน นางร้องกรี๊ดๆไปตลอดทางอย่างน่าเวทนา ต่อมาเพื่อนบ้านที่รู้ข่าวจากระฆังบอกเหตุร้ายช่วยกันแพร่ข่าวต่อไปอีก เพียงชั่วเวลาเข้าไต้เข้าไฟเท่านั้นประชาชน หลายสิบคนก็แห่กันมายังที่เกิดเหตุ ทุกคนถือตะเกียงวอมแวมและช่วยกันออกค้นหาอย่างพลิก แผ่นดินเกือบทุกตารางนิ้วของบริเวณอาถรรพณ์นั้น ทุกคนช่วยกันกระทืบดูตามพื้นแข็งๆ ด้วยความหวังว่าจะได้พบโพรงหรือหลุมบ่อที่แลงอาจตกลงไป แต่ก็ไม่มีโพรงหรือหลุมบ่อใดๆอยู่ในบริเวณนั้นทั้งสิ้น

เดวิด แลง หายตัวไปเสียแล้ว...สาบสูญไปอย่างประหลาดที่สุดต่อหน้าบุตร ภริยา และต่อหน้าต่อตาชายสองคนในรถม้า ชั่วพริบตาเดียวเขายังยืนอยู่บนพื้น และกำลังเดินตัดทุ่งนาอันสว่างไสวด้วยแสงแดด แต่อีกวิบต่อมา เขาก็ล่องหนไปเสียแล้ว !

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต่างก็มาช่วยกันต้อนผู้คน ผู้อยากรู้อยากเห็นออกไป จากไร่ของครอบครัวแลง ตัวมิสซิสแลงนั้นล้มป่วย ด้วยอาการช็อกจากครั้งเกิดเหตุ คนใช้ทุกคน ยกเว้นแต่คนครัวเก่าแก่พากันลาออกหมด จึงยังคงมีผู้พิพากษา เป็นผู้อารีเท่านั้น ที่คอยดูแลเอาใจใส่ ครอบครัวนี้ตลอดเวลา

จากการสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น กับตาเหมือนๆ กัน ในขณะเดียวกัน และ ณ ที่เดียวกันอีกด้วย พนักงานสอบสวนของอำเภอ ไปตรวจสอบบริเวณอาถรรพณ์นั้น และพบว่า ภายใต้พื้นดินเป็นหินปูนแน่นหนา ปราศจากหลุมบ่อที่จะทำให้ใครตกลงไปได้

ทั้งๆที่หายสาบสูญไปหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีการทำพิธีฝังศพ หรือทำบุญแผ่กุศลไปให้ ผู้ตาย ทั้งนี้ เพราะนางแลงเชื่อมั่นว่าสามีของนางจะต้องกลับมาหานางในสักวันหนึ่งแน่นอน

และเขาก็ "กลับ" มาจริงๆเสียด้วย...แม้จะไม่ได้กลับมาด้วยร่างกายก็ตาม !
เวลาผ่านไป 7 เดือน เหตุประหลาดก็เกิดขึ้น อีกครั้งในยามเย็นอันระอุอ้าวของเดือนเมษายน 1881 นั่นเอง

ลูกชายหญิงทั้งสองของเดวิด แลง ออกไปเล่นยังจุดที่บิดาของแกหายตัวไป ณ ที่ซึ่งเคยเห็นเดวิด แลง ยืนอยู่เป็นครั้งสุดท้ายนั้นปรากฏว่ามีหญ้าสีเหลืองงอกขึ้นเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 ฟุต เห็นได้ถนัดชัดเจนอย่างประหลาด แล้วซาร่าห์อายุ 11 ขวบ จะนึกอย่างไรขึ้นมาก็ไม่ทราบ แกส่งเสียงเรียกชื่อบิดาขึ้นดังๆ

"พ่อคะ พ่ออยู่ที่ไหน?"

ทันใดนั้น เด็กทั้งสองก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

มีเสียงตอบอู้อี้ออกมาจริงๆ...เป็นเสียงซึ่งเด็กทั้งสองจำได้แม่นยำว่าไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคุณพ่อของแกคนเดียว...เสียงนั้นดังแผ่วเบาออกมาจากวงกลมหญ้าสีเหลืองนั้น ซํ้าแล้วซํ้าเล่า

"ซาร่าห์...ยอร์ช ช่วยพ่อด้วย...ช่วยด้วย"

เสียงเดวิดร้องเรียกให้ช่วยดังออกมาจากมิติที่ 4 อยู่เป็นนาน ในที่สุดก็จางหายไปและหายไปจากมิติธรรมดาที่มนุษย์รู้จักชั่วนิรันดร.

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บุรุษลึกลับจากมิติอื่น


ขณะนั้นเป็นเวลาคํ่าคืนดื่นดึกของเดือนตุลาคม ค.ศ.1837 มีเสียงกริ่งดังขึ้นที่หน้าบ้านของ ครอบครัวอัลซอป สาวน้อย เจน อัลซอป เป็นคนลุกขึ้นเดินงัวเงียไปเปิดประตูพร้อมทั้งนึก ฉงนฉงายว่า ใครหนอช่างมากดกริ่งเรียกในเวลาดึกของคืนอันหนาวเย็นเต็มไปด้วยหมอกอย่างนี้

บานประตูเปิดออก เจน อัลซอป มองออกไปข้างนอกอย่างเคืองๆ อ้าปากจะถามไถ่ว่าเป็นใคร มาธุระอะไร?...แต่แล้วปากของเธอก็อ้าค้าง นัยน์ตาทั้งคู่ลืมค้าง และอากัปกิริยานิ่งค้างไปหมด แทบทุกส่วน ด้วยความตื่นตกใจที่เกิดขึ้นในทันทีที่มองเห็นบุคคลหน้าประตู เป็นสารรูปที่สมควรแก่ความกลัวจนขวัญหนี ดีฝ่อจริงเสียด้วย

เป็นผู้ชาย...สูงมากทีเดียว สวมเสื้อคลุมดำทั้งกว้างและยาว แต่อะไรก็ไม่ทำให้ผู้พบเห็นตกตะลึง ได้มากเท่ากับหน้าของเขา ไม่ใช่เป็นดวงหน้าอันน่าหวาดกลัวของปิศาจอสุรกายเทือกนั้น แต่เป็นหน้าที่มองไม่เห็นด้วยซํ้าไป เพราะว่ามันปกคลุมโดยตลอดด้วยหมวกกลมใส ลักษณะคล้ายอ่างปลา มองทะลุเข้าไปเห็นดวงตา ลุกวาววามราวกับแสงเทียนคู่หนึ่ง

สาวน้อยเจนแผดร้องกรีดก้องออกมาสุดเสียงด้วยความตระหนกจนเหลือที่จะทานทน ชายร่างประหลาดคงจะตกใจเสียงแผดร้องของสาวน้อยเหมือนกัน จึงผละจาก หน้าประตูออก วิ่งหนีไป ทว่าขณะที่วิ่งนั้น ชายเสื้อคลุมกว้างยาวของเขาคลี่ออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่อยู่ข้างใน ได้ถนัดตา

เสื้อผ้าของเขาไม่เหมือนใครในโลกเลย มันเป็นชุดชิ้นเดียวติดกันตั้งแต่คอลงจนถึงข้อเท้า แนบเนื้อสนิทเนียนเป็นสีเงินมันวะวับ

เวลาผ่านไปไม่นาน ตำรวจแห่งสถานีเทมส์ก็มาถึง ตามที่ครอบครัวอัลซอปเรียกไป คุณโปลิศรับฟังเรื่องราวของเจน อัลซอป ด้วยสีหน้าปั้นยากเต็มที และลงความเห็นเมื่อ รับฟังจนจบว่า เด็กสาวคงจะตาฝาดหรือม่ายก็ความงัวเงียง่วงนอนทำให้เห็นผิดๆพลาดๆ ไป แต่นับว่าเป็นเคราะห์ดีของเจน ที่ไม่ต้องถูกกล่าวหาว่าเพี้ยนในการลุกขึ้นมาเล่าเรื่องบ๊องๆ กลางดึก

เพราะว่ามีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานในร้านขายเนื้อไม่ห่างออกไปนัก ให้การยืนยัน กับตำรวจว่า เขาเคยเผชิญหน้ากับชายลึกลับผู้แปลกประหลาดมาแล้ว โดยที่ชายคนนั้นเข้าขู่เข็ญ น้องสาวสองคนของเขาให้ตื่นตกใจ พอเขาไล่ตาม ชายลึกลับก็วิ่งหนีเข้าไปจนมุมในตรอกตัน แถวๆ นั้น และกระทำอะไรบางอย่างซึ่งแสดงชัดเจนว่าเขาต้องเป็นผู้มาจากมิติเร้นอันลับลี้เต็ม ประดา

ที่ก้นตรอกตัน มีกำแพงสูง 14 ฟุตขวางอยู่ชายในเสื้อคลุมดำกระโดดแผล็วเดียวข้ามกำแพงนั้น ไปสู่อีกฟากหนึ่งได้อย่างสบาย

ผู้เขียนเองไม่ทราบว่าสถิติสูงสุดของการกระโดดสูงที่นักกีฬาโอลิมปิกทำไว้นั้นมีความสูงกี่ฟุตกันแน่ แต่ขนาดความสูง 14 ฟุต หรือราว 4 เมตรนี้ นับว่าเป็นความสามารถอันยอดเยี่ยมมากในยุคนั้น และชายลึกลับคนนี้ก็เลยได้รับสมญาว่า “มนุษย์กระโดดสูง” (The Jumping Man) นับตั้งแต่นั้นมา

นี่เป็นปีแรกที่ “มนุษย์กระโดดสูง” ออกปรากฏกาย เรียกได้ว่า เป็นรายการ "อุ่นเครื่อง" เพราะในครั้งต่อไป เขาเปิดฉากวาดลวดลายเด็ดดวง กว่านี้ แต่ไม่ได้ ทำร้ายใคร นอกจากทำให้หวาดกลัวและตกใจจนแทบช็อกกันเท่านั้น

แปลกอยู่อย่าง เขาอุ่นเครื่องหลอกหลอนชาวลอนดอนใกล้ฝั่งแม่นํ้าเทมส์ ที่เล่ามานี้แล้วก็ หายหน้าหายตาไปนานตั้ง 8 ปี มาเผยโฉมอีกครั้งใน ค.ศ.1845 แล้วก็อาละวาดดะไปเรื่อยเป็น เวลาหลายปีติดต่อกัน โดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ สำหรับอาณาบริเวณที่เขาออกโรงแสดงการ กระโดดสูงที่ไม่ได้รับเชิญนี้ มีทั้งมหานครลอนดอน, เซอร์เรย์, แลงคาสเชอร์, ลินคอล์นเชอร์, วอริคเชอร์, มิดเดิลเซ็กซ์ ฯลฯ

แต่ละครั้งที่ปรากฏตัว เป็นต้องสาธิตวิธีกระโดดสูงให้เห็นทุกครั้ง และที่น่าสังเกตก็คือ ยิ่งปรากฏบ่อยครั้ง ระดับความสูงของก้าวกระโดดของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจน น่าพิศวง ในช่วง 10 ปี ระหว่าง ค.ศ.1860-1870 เขากระโดดได้สูงและไกลราว 30 ฟุตต่อ หน้าต่อตาพยานเป็นอันมากในหลายท้องที่ด้วยกัน

ในช่วงเวลาดังกล่าวมานี้ มีพยานยืนยันการมาเยือนของชายลึกลับจากมิติเร้นลับมากมายหลายสิบราย มีที่น่าสนใจควรแก่การบันทึกไว้อยู่รายหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในปี 1877 ใกล้กับกรมทหารเล็กๆ ในอัลเดอร์ชอตแห่งแฮมเชอร์ พยานที่พบเห็นชายลึกลับเป็นทหารยามของกรมนั้น

รายละเอียดมีอยู่ว่า ขณะที่ทหารยามทั้งสองเดินตรวจรอบๆ กรมอันค่อนข้างมืดนั่นเอง จู่ๆ ชาย ลึกลับในเสื้อคลุมสีดำก็โผล่ให้เห็นบนกำแพงสูง แล้วกระโดดลงมาสู่พื้นอย่างงดงามราวกับ นักกีฬาเอก เสื้อคลุมเผยออกให้เห็นชุดแนบเนื้อสีเงินข้างใน แสงสลัวจากเสาไฟด้านข้างกรมทหาร ทำให้เห็นหมวกทรงกลมดิกใสกระจ่างที่ครอบศีรษะโดยตลอด บ่งบอกว่าชายคนนี้ไม่ใช่ปกติ ธรรมดาเป็นแน่

“ใคร? หยุดนะ ม่ายงั้นจะยิง!” พลทหารหนึ่งในสองนาย ร้องเฉียบขาด แทนที่จะปริปากตอบโต้หรือหยุดชะงัก ร่างสูงโย่งกระโดดแผล็วเข้าหาทันที ทหารยามอีกคน เห็นท่าไม่ดีก็สาดกระสุนปืนยาวที่ถือเข้าใส่ในระยะเผาขน

แทนที่ร่างนั้นจะชะงักหรือล้มลง กลับตรงทื่อเข้ามาเสมือนหนึ่งว่ากระสุนจากปืนยาวนัดที่เข้า เป้าทรวงอกถนัดถนี่นั้นทำอันตรายเขาไม่ได้เลย ยามคนแรกที่สอบถามจึงลั่นกระสุนเข้าให้มั่ง ทว่าผลที่ได้รับ เป็นอย่างเดียวกัน ร่างประหลาดเข้าประชิดตัวในนาทีนั้นเอง...

อะไรเกิดขึ้นน่ะหรือครับ?

แหม...ทหารยามทั้งสองก๊อเหวี่ยงปืนทิ้ง แล้ว... ก็หันหลังโกยอ้าวเข้ากรมทหารไป!

เรื่องนี้น่าสนใจกว่าเรื่องอื่น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยว กับทหารในเขตทหารอันเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย การที่ทหารยามยิงปืนแล้วละทิ้งหน้า ที่หนีไปนั้น นับว่ามีความผิดถึงขั้นนำขึ้นศาลทหารครับ ทหารยอดซวยทั้งสองจึงต้องไปยืนอยู่ ในคอกจำเลยในศาลทหาร ซึ่งพิจารณาคดีอย่างสดๆ ร้อนๆ หลังเกิดเรื่องไม่นานเท่าไหร่

นับว่าเป็นเคราะห์ดีของยามทั้งคู่ ตรงที่ผู้พิพากษาในครั้งนั้นเป็นคนใจกว้างพอที่จะยอมรับฟัง เรื่องอันเหลือเชื่อ ประกอบกับพิจารณาท่าทางอันเต็มไปด้วยความแตกตื่นลนลานของผู้น้อย นอกจากนี้ ยังได้นำเอาหลักฐานข้อเท็จจริงอื่นที่เกิดขึ้นแล้วในละแวกแฮมเชอร์ก่อนหน้านี้ ไม่กี่วันมาร่วมรับฟังด้วย

ลงเอยด้วยการตัดสินว่าจำเลยทั้งคู่ยิงปืนใส่บุคคลลึกลับที่เข้ามาข่มขู่ คุกคามจริง และการที่หนีไปนั้นไม่ใช่หนีหน้าที่ แต่เป็นการวิ่งเตลิดไปด้วยความตกใจ สุดขีดเช่น เดียวกับผู้คนอื่นๆเคยหนีมาแล้วเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษลึกลับเจ้าของสมญา “มนุษย์กระโดดสูง”

จากการพิพากษาตัดสินนี้ เราก็ได้ทราบชัดเจนแล้วว่า ในแฮมเชอร์ สมัย นั้น “มนุษย์กระโดดสูง” ออกอาละวาดบ่อยครั้งเสียจนเป็นที่ยอมรับในหลายวงการแล้วล่ะ

ตำบลอัลเดอร์ชอตที่เกิดเรื่องนั้น อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน 35 ไมล์ จากที่นั่น ชายผู้มาจาก มิติเร้น เดินทางห่างจากอัลเดอร์ชอตไปอีกราวร้อยไมล์ ถึงตำบลนิวพอร์ตใน มอนเมาธ์ ณ ที่นี้เอง ยอดนักกระโดดขึ้นไปยืนก๋าบนหลังคาอาคารสูงหลังหนึ่ง เพ่งจ้องมองลงไปที่ท้องถนน เหมือนลังเล อยู่ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

แต่พอเห็นว่าฝูงคน ที่เดินสัญจร ไปมาบนถนนพากันแหงนขึ้นจ้องมองดูเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัว ยอดนักกระโดด ก็สาธิตวิธีกระโดดไกลไปบนหลังคาอาคารในระยะ 20 ฟุต แล้วก็ลับหาย ไปจากสายตาผู้ดูที่โชคดี ได้ชมสาธิตการกระโดดฟรีนั้น

จากนี้ไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1904 ข่าวคราวการมาปรากฏกายและสาธิตกระโดดสูงกระโดดไกล ของมนุษย์ลึกลับยังคงมีประปราย แต่ปี 1904 นับเป็นปีสุดท้ายแห่งรายการแสดงฟรีของเขา

หลังจากนี้ไม่มีใครรู้ว่า ชายลึกลับ กลับคืนมิติเร้นไปแล้วหรืออย่างไร เพราะเขา ไม่มาเปิดการแสดงให้ดูชมกันอีกเลย

รายการแสดงครั้งสุดท้ายของชายลึกลับ เปิดขึ้นที่ลิเวอร์พูล ในเวลากลางวันแสกๆ เสียด้วย เขาปรากฏกายออกมาตามถนนต่างๆ ในลิเวอร์พูล และกระโดดสูงครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าชาวเมือง ที่เดินกันคลาคล่ำตามถนนเหล่านั้น ผู้ที่พบ เห็นล้วนแต่ตกตะลึงจังงังจนไม่มีใครคิดไล่จับเขาเลย และแล้วประดุจเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย เขาไปเผยตัวเองที่เมอร์ซีย์ไซด์ และกระโดดพรวดเดียวจากพื้นถนนซอลสเบอรี่ขึ้นสู่หลังคาตึก สูงลิบจนเหลือเชื่อว่า คนจะกระโดดได้อย่างนั้น

แล้วก็ลับหายไป จากสายตาผู้เฝ้าดู เป็นการลับไปตลอด หลังจากนั้นไม่มีใครได้เห็นเขาอีก (ผู้คนมากมาย บนถนนซอลสเบอรี่มองเห็นโจ่งแจ้งว่าเขากระโดดแผล็วขึ้นสู่ยอดตึก หันมาโบกมืออำลาแล้ว วิ่งลับหายไปจากสายตาในนาทีต่อมานั่นเอง)

จากข้อเขียนทั้งหมดนี่ ท่านผู้อ่านมองเห็นปริศนาลับดำมืดหลายข้อเลยใช่ไหม

ข้อแรกที่สุดก็คือ ชายคนนี้เป็นใคร มาจากไหน และมีความมุ่งหมายอะไรในการมากระโดด เป็นว่าเล่นต่อหน้าพยานบุคคลในสารทิศต่างๆ ทั้งในและ นอกเขตกรุงลอนดอนอย่างที่เล่ามานี้?

จากสารรูปของเขาที่พยานทุกรายมองเห็นตรงกัน สันนิษฐานได้ 3 ประการคือ

ประการแรก ชายคนนี้ต้องมาจาก “มิติอื่น” ซึ่งอาจจะเป็นมิติอื่นอันซ้อนเหลื่อมกับมิติปกติ หรือม่ายเขาก็อาจ เดินทางมาจากพิภพอื่น เพราะลักษณะเสื้อผ้าและหมวกอวกาศมันฟ้องอยู่ ชัดแจ้ง

ประการที่สอง หมอนี่เป็นคนสติเฟื่องหรือเพี้ยน ซึ่งปรากฏกายด้วยความอยากดัง เรียกร้องความสนใจของฝูง คนด้วยกรรมวิธีลํ้ายุค

ประการที่สาม หมอนี่ไม่เพี้ยนและไม่บ๊อง แต่มีเจตนาบางอย่างเคลือบแฝง ในการแสดงออกของเขา

ข้อสันนิษฐานทั้งสามประการนี้ สองข้อหลังอาจเป็นไปได้ แต่ว่าต้องไม่ลืมความจริงอย่าง หนึ่งที่ว่า ชายลึกลับ มีคุณสมบัติพิเศษกว่าคนธรรมดาหรือคนเพี้ยนล้วนมีได้ยาก คือความสามารถในการกระโดดสูงและกระโดดไกลได้ขนาดนับเป็นสิบๆ ฟุตขึ้นไป

ข้อขัดแย้งอีกอย่างหนึ่งซึ่งคิดว่าหนักแน่นพอที่จะชี้ชัดถึงความไม่ปกติของนักกระโดดสูงนี้ก็คือ ระยะเวลาที่เขาปรากฏกาย ...ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าผู้เขียน เน้นเรื่องปี ค.ศ.ไว้มากเป็นพิเศษ เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านเล็งเห็นว่า ปีแรกที่เขาปรากฏกายนั้นคือ ปี 1837 ส่วนปีสุดท้ายได้แก่ปี 1904

ระยะเวลาห่างกันตั้ง 67 ปี ทีนี้สมมติว่าเมื่อเขา ออกโรงครั้งแรกในปี ค.ศ.1837 เขาอายุได้ 20 ปี เอา 67 บวกเข้าไป ผลลัพธ์เท่ากับ 87 โอ้โฮ! คนแก่อายุ 87 ปี สามารถกระโดดจากพื้นถนนซอลสเบอรี่ขึ้นสู่ตึกที่มีความสูงตั้งสามสิบกว่าฟุต ได้ อยู่อีกหรือขอรับ?

สมมติว่าเราคล้อยตามสันนิษฐาน ข้อแรกว่า ชายผู้นี้มาจากมิติเร้นแน่นอนแล้ว ก็ยังไม่ หมดปัญหาอยู่ดีแหละ...คำถามต่อไปก็คือ เขามาทำไม และเพื่ออะไร ในเมื่อการแสดงออก แต่ละครั้งนั้น นอกจากเกิดความแตกตื่นตกใจในหมู่คนพบเห็นแล้ว เขาไม่ได้รับประโยชน์ หรือผลตอบแทนอะไรกลับไปเลย? เขาไม่ได้จับคนไปซ่อน, ไม่ได้ ทำร้ายร่างกายใคร เว้นแต่ทำท่าคุกคามให้ ตกใจกลัวเท่านั้น...ไม่ได้ทำการวินาศกรรม และไม่ทำอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งผู้มาจากมิติอื่นน่า จะกระทำ...เขามาทำไมกันล่ะ?

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้จนกระทั่ง บัดนี้.